วันเสาร์ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ความเดิม…ที่ทำให้ นายแสบสันต์ ประสาท สติแตก


ความเดิมที่ทำให้ นายแสบสันต์ ประสาท
 (สติแตก)

ปอกเปลือก ผอ.เบาะเสีย   เหลือบแห่งวงการสื่อหนังสือพิมพ์
เหตุใด นายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) จึงได้ทำการโจมตี ให้ร้ายมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกอย่างหนัก
นับจากที่มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกได้ทำการสถาปนา เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน พ.. 2555.โรงแรมแชงกรีล่า จ.เชียงใหม่ และหลังจากนั้นทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยก็ได้ ทำการจัดพิธีประสาทปริญญาบัตร (กิตติมศักดิ์)ให้แก่บุคคลพิเศษของสังคมอยู่เสมอๆ และนายแสบสัน ประสาท(ผอ.เบาะเสีย) ก็เป็นบุคคลหนึ่งที่ได้รับมอบปริญญาบัตร ดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์  โดยศาสตราจารย์ กิตติคุณ ดร.สวัสดิ์ บันเทิงสุข อธิการบดีผู้ก่อตั้ง ได้เล็งเห็นความสำคัญ (ที่ยังขาดรายละเอียดอีกมากมาย) แต่ต้องการส่งเสริมคุณค่าและให้เกียรติ บุคคลที่อ้างตนเป็นสื่อ เบาะเสีย (โดยเข้าใจผิดคิดว่าเป็นสื่อแท้เพื่อสังคมในขณะนั้น) จึงมอบปริญญาบัตรให้ที่วัดห้วยปลากั้ง ทางภาคเหนือ เมื่อนายแสบสัน  ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) ได้เป็น ด็อกเตอร์ (กิตติมศักดิ์) ก็มีความยินดีเหมือนกับบุคคลดีๆ โดยทั่วไป จึงมักจะได้รับความสำคัญ จากท่าน ดร.สวัสดิ์ บันเทิงสุข โดยการเชิญไปร่วมงาน พิธีมอบปริญญาบัตร กิตติมศักดิ์ ของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกในหลายสถานที่ และมักจะได้สวมครุยของมหาวิทยาลัย ร่วมเป็นเกียรติกับผู้รับปริญญาบัตร ด้วยความใจดีของผู้ใหญ่รุ่นราวคราวบิดาที่เป็นครูบาอาจารย์ผู้ใจดี รู้สึกเมตตานายแสบสัน  ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) ประกอบกับความเข้าใจ(ผิด) คิดว่าเป็นสื่อดี สื่อมืออาชีพเพื่อสังคม เพราะฟอร์มดี มีการเคลื่อนไหวเป็นฝูง ดูคึกคักน่าเกรงขาม ดุจผู้มีบารมีที่มีอิทธิพล ด้านวงการสื่อ น่าจะเป็นที่เชื่อถือของสังคมได้มาก
ความเป็นผู้มองโลกในแง่ดี ความมีเมตตาแบบครูบาอาจารย์ จึงมองเห็นคุณค่าเพิ่มเติม จากนายแสบสันประสาท (ผอ.เบาะเสีย) จึงได้มีความตั้งใจจะร่วมมือกับ เบาะเสีย โดยมีการประชุมร่วมกันมีการบรรยายโดย ท่านอาจารย์ สวัสดิ์ บันเทิงสุข เป็นผู้บรรยายและมีการกล่าวแสดงเจตจำนงในความร่วมมือในทำนองเหมือนกับทำเอ็ม โอ ยู( MOU ) แต่ยังเป็นเพียงแค่เป็นวาจา เพื่อสนับสนุนการสร้างสันติภาพ ซึ่งมีภาพและเสียงปรากฏอย่างชัดเจนใน VDO ที่อยู่ใน ยูทูป (Youtube)
หลังจากวันประชุมอันหวานชื่นร่วมกันผ่านไปไม่นานนัก นายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) มักจะถูกกล่าวถึงเสมอในทางที่ดี โดย อาจารย์สวัสดิ์ บันเทิงสุข และนายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) ก็ไปร่วมกิจกรรมกับอาจารย์ด้วยความยินดีและมีเกียรติในหลายๆงาน ความใกล้ชิดและสนิทสนม ระหว่างอาจารย์ และลูกศิษย์ใหม่ค่อนข้างจะถูกใจ ผู้ใหญ่ใจดี ที่อาจจะพลั้งเผลอพูดให้ตำแหน่ง แต่งตั้งเป็นใครบางคน ของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ตามประสาผู้ใหญ่ปากไวใจดี มีเมตตาต่อทุกคน ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายจึงดำเนินไปอย่างค่อนข้างจะราบรื่น คล้ายๆกับต่างฝ่ายต่างหลงใหลซึ่งกันและกัน
อยู่มาวันหนึ่ง ท่านอาจารย์ได้ไปทำการมอบปริญญาบัตรที่วัดแห่งหนึ่งแถวๆ จังหวัดนครปฐม และด้วยความเป็นผู้ใหญ่ ผู้มีความมั่นใจสูง ได้พลั้งเผลอพูดจาผิดพลาด เป็นเหตุให้บรรดาลูกศิษย์และผู้ศรัทธาใหม่ๆ ไม่ค่อยสบายใจนัก ตัวท่านอาจารย์จึงตระหนักรู้ว่า ตนเองได้กระทำผิดพลาดด้วยคำพูด ท่านจึงบ่นกับเพื่อนร่วมงานและศิษย์ผู้ใกล้ชิดว่า “ท่านเสื่อมแล้ว” ท่านอยากจะลาออก และท่านก็ตัดสินใจประกาศลาออก จากการเป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก( WPU) โดยศิษย์ใหม่ก้นกุฏิบางคนก็ทำหน้าที่พิมพ์คำประกาศลงในอินเตอร์เน็ต เกี่ยวกับข่าวของมหาวิทยาลัย และการลาออกจะมีผลในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.. 2556  ณ.สนามกอร์ฟกัสซัน จังหวัดลำพูน เพราะว่าในวันนั้นท่านอาจารย์ จะทำการมอบปริญญา โดยการดำเนินของอาจารย์เองซึ่งตั้งใจว่าจะทำเป็นครั้งสุดท้าย
ในระหว่างนั้นบรรดาลูกศิษย์ใหม่ผู้มีความประทับใจผู้ใหญ่ปากไวใจดี จึงมีความหวังว่า ตนน่าจะได้มีโอกาสมีตำแหน่งอันสำคัญ ได้แต่รอวันนั้นเร็วๆ และนายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) ศิษย์ใหม่ผู้มีความหวัง และหัวใจพองโต ก็ได้รับเชิญเป็นแขกสำคัญ ไปงานดังกล่าวด้วย และในงานวันดังกล่าว ที่มีการอบรมผู้นำที่เรียกว่า Peace Leader ซึ่งมีบรรดาผู้ที่จะรับปริญญากิตติมศักดิ์ระดับต่างๆ ทยอยเดินทางมาถึง ในการประชุมที่ยังไม่เต็มรูปแบบนัก นายแสบสันประสาท (ผอ.เบาะเสีย) ก็ได้รับการยกย่องจากท่านอาจารย์สวัสดิ์  บันเทิงสุข ต่อหน้ากลุ่มคนเหล่านั้น ยิ่งทำให้นายแสบสัน  ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) มีความหวังและมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น
การเดินทางไปร่วมงานสำคัญดังกล่าว ที่นายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) เต็มไปด้วยความหวัง จึงไปแบบผู้มีพลังเช่นเดิม (ไปเป็นฝูง) ตามประสาของคนประเภทพิเศษ และสิ่งที่น่าภาคภูมิใจซึ่งกันและกันมากก็คือ ท่านอาจารย์สวัสดิ์ บันเทิงสุข ได้สวมป้าย (ปลอก) ห้อยคอยี่ห้อเบาะเสียจนคนเข้าใจว่าอ้าวอาจารย์เป็นคนสำคัญของเบาะเสียไปซะแล้วอาจารย์สวมป้าย (ปลอก)ตลอดเวลา คนหนึ่งเป็นอาจารย์สวมป้าย (ปลอก) เบาะเสีย ด้วยความยินดี คนหนึ่งรอเข้าร่วมพิธี หวังว่าจะได้รับการประกาศเป็นผู้บริหารมหาวิทยาลัย ในตำแหน่งสำคัญ ช่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่งและที่หนักยิ่งกว่านั้นคือ เมื่อถึงเวลาจะทำพิธีประสาทปริญญาบัตรในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.. 2556 .ห้องประชุมใหญ่สนามกอร์ฟกัสซัน จ.ลำพูน เมื่อผู้ที่จะเข้ารับปริญญาบัตร(กิตติมศักดิ์) เข้าประจำที่ค่อนข้างจะพร้อม คณะผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องโดยตรงยืนสวมครุยประจำตัวยืนเข้าแถวให้เกียรติแก่ผู้รับปริญญาบัตร และได้เวลาที่ประธานผู้ประสาทปริญญาบัตรขึ้นนั่งประจำที่บนเวทีและสิ่งที่ช็อคในสายตาของผู้คนในขณะนั้นคือท่านอาจารย์สวัสดิ์ บันเทิงสุข ได้เชิญให้นายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) สวมเสื้อครุยของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก นั่งใกล้ในระดับเดียวกับ เจ้าดวงเดือน ณ.เชียงใหม่ ผู้ประสาทปริญญาบัตร เป็นเหตุให้นักวิชาการสตรีผู้มีวุฒิภาวะสูง ซึ่งกำลังนั่งอยู่กับพื้นเพื่อจะส่งมอบปริญญาบัตรให้ท่านประธาน ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้สูงนั้นไม่สามารถที่จะรับสถานะภาพของนายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) ซึ่งบังอาจไปนั่งเสมอกับเจ้า และเขาเหล่านั้นต้องนั่งคุกเข่าให้นายแสบสัน ประสาท ด้วย เขาเหล่านั้นจึงลุกขึ้นเดินลงจากเวที ขอสละสิทธิ์ในการหยิบยื่นปริญญาบัตร (เรื่องนี้นายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) ไม่รู้สึกตัวและไม่เฉลียวใจอะไรเลยเพราะกำลังนั่งเป็นบุคคลสำคัญ(ผิด) ด้วยความตื่นเต้นเพื่อฟังการประกาศแต่งตั้ง))
ในช่วงก่อนเวลาที่จะเริ่มพิธีประสาทปริญญาบัตรเพียงเล็กน้อยนั่นเอง ผู้ดำเนินรายการได้เรียนเชิญท่านนายกสภามหาวิทยาลัย คือ ศาสตราภิชาน ดร.เรวัตร์ ชาตรีวิศิษฎ์ เป็นผู้กล่าวคำแถลงการณ์ และลำหน้าที่อ่านมติอันสำคัญท่ามกลางผู้รับปริญญาที่นั่ง และญาติที่ยืนเต็มห้องประมาณ 250 คน
ท่านลองจินตนาการดูซิครับว่า ผู้ที่มีความหวังว่าจะได้เป็นใหญ่ และรอคอยมาหลายวัน และลงทุนทำบัตรประจำตัวเบาะเสียสวมคอให้ท่านอาจารย์สวัสดิ์ และได้นั่งอยู่ตรงที่ทุกคนมองว่าต้องเป็นบุคคลสำคัญ (ที่หลายคนกำลังรอ) ซึ่งคู่เคียงอยู่กับ ท่านเจ้าดวงเดือน ณ.เชียงใหม่ ...แน่นอนว่า ตื่นเต้นระทึก ต่อความหวังที่จะถูกประกาศชื่อเป็นบุคคลสำคัญอย่างแน่นอน…!
และแล้วเวลาก็มาถึง ท่านอาจารย์ เรวัตร ประกาศในนามของผู้บริหารมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก (WPU) ซึ่งได้กล่าวถึงท่านอาจารย์สวัสดิ์ บันเทิงสุข อธิการบดีที่ได้ประกาศลาออกนั้น และตัวท่านอาจารย์ เรวัตร์ ชาตรีวิศิษฎ์ก็ประกาศลาออกจากนายกสภามหาวิทยาลัย เช่นเดียวกันในช่วงต่อจากการประกาศโครงสร้างใหม่ของผู้บริหารมหาวิทยาลัยคือ มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก โดยมติของสภาได้กำหนดให้มีคณะผู้บริหาร ในรูปแบบของคณะกรรมการบริหารมหาวิทยาลัยดังนี้
1.                ศาสตราภิชาน ดร.เรวัตร์ ชาตรีวิศิษฎ์เป็นประธานกรรมการบริหารและเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และขอลาออกจากการเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยสันติภาพโลก (WPU)(หลังจากนั้นได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยสันติภาพโลก (WPU 2)
2.                ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สวัสดิ์ บันเทิงสุข เป็นกรรมการและเป็นผู้ก่อตั้ง (แต่พ้นจากสภาพของอธิการบดีด้วยการลาออกโดยมีผลในวันนี้)หลังจากนั้นได้รับการเสนอชื่อให้เป็นอธิการบดีของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก (WPU) อีกครั้งหนึ่ง
3.                ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.มาณพ ภาษิตวิไลธรรมเป็นกรรมการและผู้ร่วมก่อตั้ง
4.                ศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ ดร.ศุภณัฐ ดอนจันทร์
-          เป็นกรรมการ,เป็นผู้ร่วมก่อตั้ง และ
-          เป็นประธานกรรมการตรวจสอบจริยธรรมคุณธรรมของผู้บริหารมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกทุกสาขาทั่วโลก
-          เป็นอธิการบดีมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก (WPU2) (และคงทำหน้าที่เป็นนายทะเบียนของมหาวิทยาลัย)
คำประกาศดังกล่าวกระทำต่อหน้าบุคคลประมาณ 250 คน ที่อยู่ในห้องประชุมซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้มีวุฒิภาวะและมีเกียรติทั้งสิ้น คำประกาศดังกล่าวมีต้นฉบับเอกสารและมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยอีก หลายท่านลงชื่อให้การรับรองโดยถูกต้อง
หลังจากที่สิ้นคำประกาศ ทุกคนในห้องประชุมได้ปรบมือแสดงความยินดีอย่างเต็มเปี่ยมด้วยแววตาแห่งความยินดีด้วยจริงใจ
แต่นายแสบสัน  ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) มีอาการผิดหวังอย่างหนัก  เหมือนกับฟ้าผ่ากลางใจ ที่เกือบจะควบคุมอารมณ์แห่งความผิดหวังไว้ไม่ได้
อารมณ์โกรธจากความผิดหวัง ได้ถลึงตาจ้องหน้าอาจารย์เรวัตร์ ชาตรีวิศิษฎ์ อย่างชนิดที่ ตัวท่านอาจารย์เรวัตร์  เองไม่เคยคาดคิดมาก่อน แต่รู้ได้ว่าโกรธและแค้น
ความรักในตัวอาจารย์สวัสดิ์ จึงกลายเป็นความโกรธ  ความนับถืออาจารย์เรวัตร์จึงกลายเป็นความแค้น ความเริ่มจะคุ้นหน้ากับ นายศุภณัฐ จึงกลายเป็นความอับอาย ขายหน้าของนายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) โดยที่ไม่มีผู้บริหารมหาวิทยาลัยคนใดคาดคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะทุกคนเป็นคนดี มองเหตุการณ์ทุกอย่างเป็นเรื่องของความเหมาะสม มิใช่เป็นเรื่องของผลประโยชน์หรือเป็นผู้น่าเกรงขาม
แต่นายแสบสัน  ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) มองเป็นเรื่องของผลประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะเหตุใดหรือ ?!
เมื่อเสร็จสิ้นจากงานประกาศ อีกประมาณ 10 นาที ก่อนพิธีประสาทปริญญาบัตรจะเริ่มขึ้น มีคณะผู้บริหารบางคนและผู้ร่วมเป็นเกียรติที่ติดภารกิจ ก็รีบเดินทางไปสนามบินเพื่อจะให้ทันเที่ยวบิน ที่จะกลับกรุงเทพฯ เมื่อเสร็จสิ้นในพีธีประสาทปริญญาบัตร หลายคนก็เริ่มเดินทางกลับ ผู้คนก็เริ่มสร่างซา...แต่ว่าความหวังของนายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) กลายเป็นความโกรธและกลายเป็นความแค้น ด้วยมิจฉาทิฏฐิ และด้วยความหวังแห่งลาภยศ และผลประโยชน์  ทำให้นายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) ขอคุยกับท่านอาจารย์สวัสดิ์ บันเทิงสุข แบบมิใช่ลูกศิษย์ใหม่ และคู่มิตรคู่หลงซึ่งกันและกันอีกต่อไปเสียแล้ว เพราะว่าธาตุแท้ตัวจริงเสียงจริง ของนายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) ได้แสดงต่อท่านอาจารย์สวัสดิ์ บันเทิงสุข ขอเงินสด 500,000 บาท และขอตำแหน่งอธิการบดีในบรรยากาศที่คนสร่างซาลงไปมาก แต่ก็ยังมีคนเห็นบรรยากาศการสนทนาประมาณ 10 คน แต่ท่านอาจารย์สวัสดิ์ บันเทิงสุข ไม่สามรถตอบสนองความต้องการของอันตพาลแสบสันได้ และแล้วต่างคนก็ต่างแยกไปตามวิถีทางของตน บนถนนของคนที่ผิดหวังและสมหวัง
อีกไม่กี่ชั่วโมง  ถัดมาถึงเวลาค่ำ ยามดึกก็เริ่มมีข่าวโจมตี มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกจาก ผอ.เบาะเสีย  ซึ่งคนที่กำลังมีความสุขในการดูข้อมูลของมหาวิทยาลัยกลับเห็นการเริ่มโจมตี ของนายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) และเริ่มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มปฏิบัติการยุแหย่ แทรกแซง บิดเบือน ใส่ร้าย ตามสไตล์ของอันธพาลอาชีพ ความเป็นตัวตนของนายแสบสัน  (พันธุ์เดิม) เริ่มอาละวาดทางสื่ออินเตอร์เน็ตอย่างหนัก  พร้อมด้วยการหักมุมจากความจริงสู่ความเท็จและทำความชั่ว ด้วยการมั่วตอบคำถาม  จากพฤติกรรมแห่งการกรรโชกทรัพย์ท่านอาจารย์สวัสดิ์ บันเทิงสุข เป็นเงิน 500,000 บาท โดยการอ้างว่า ต้องการให้อาจารย์ เอาเงินคืนให้คนที่มารับปริญญา  สงสารเขา อะไรทำนองนั้น นายแสบสัน ประสาท ลืมไปว่า  คนที่มารับปริญญาเขารู้ว่า  ค่าห้องพักต้องเช่า ค่าอาหารต้องจ่าย ค่าครุยต้องมี ค่าดำเนินงานต้องมี แล้วทุกอย่างจะฟรีได้อย่างไร……..?  แล้วหากว่าอยากจะเอาเงินคืนให้ผู้รับปริญญาว่าถูกหลอก แล้วนายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) อยากได้ตำแหน่งอธิการบดีเพื่ออะไร ?สังคมของผู้เจริญแล้วเขารู้อยู่ว่าหมอนี่เป็นคนไม่ดี
และแล้วพยายามนำภาพที่ไปร่วมงานรับปริญญาในครั้งที่ผ่านๆมาว่า”ใช้วิชาเข้าถ้ำเสือ เพื่อไปเอาลูกเสือ”  ก็ฟังไม่ขึ้นเพราะ สถานที่รับปริญญาทุกที่ล้วนแล้วแต่เป็นสถานที่ที่เปิดเผย ทางสาธารณะ และในบรรยากาศก็เต็มไปด้วยคนดี ผู้มีเกียรติมีศักดิ์ศรี  มีคุณค่าแห่งชีวิต ทุกคนมีประวัติ สวมครุยในฐานะคนดี คนมีเกียรติ และนายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) ก็เป็นคนหนึ่งที่ได้สวมครุย อย่างมีเกียรติเช่นกัน(ในขณะนั้น) แล้วนั่งอยู่กับเจ้าดวงเดือน ณ.เชียงใหม่  ณ.ที่นั่นเป็นถ้ำเสือเหรอ…?  แน่นอนว่า คำอธิบายฟังไม่ขึ้นแต่อาจจะมีคนแอบคิดว่านั่นคือ ซาตานที่แฝงตัวมาอยู่ในหมู่เทวดา  น่าจะเหมาะสมกว่า
นายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) ยังคงใช้ความพยายามอย่างต่อเนื่อง ในการโทรหาเพื่อขอพบบุคคลที่เห็นว่าจะไม่คิดอะไรมาก และเชื่อง่าย เพราะมีเมตตาจิตสูง นั่นคือ ภิกษุณี, พระสงฆ์ ซึ่งพยายามกล่าวให้ผู้ทรงศีลเหล่านั้นไขว้เขว  และคนอื่นๆนอกจากนั้นก็มักจะถูกถามถึงเรื่องการเรียกรับเงินจำนวนเท่าใด
ทำไมผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ อย่างนายแสบสัน  ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) จึงหมกมุ่นอยู่กับเรื่องเงินว่าใครใช้จ่ายเท่าไร  ซึ่งทั้งๆที่ทุกคนที่ยินดีช่วย เป็นค่าใช้จ่ายไม่ว่าจะเป็นจำนวนเท่าใด  มันเป็นเรื่องของผู้ที่ยินดีรับและยินดีช่วย  ผู้รับปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์ ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในวิชาชีพ  เป็นผู้มีภูมิปัญญา  มีวุฒิภาวะเพียงพอ  จึงมีวิจารณญาณคิดแยกแยะ ดีชั่ว แยกเหมาะสมได้ด้วยตนเองไม่จำเป็นต้องใช้ความฉลาด (แกมโกง)  ของนายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย มาช่วยเหลือหรอก)
เหตุใดนายแสบสัน  ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) ตามติดเรื่องเงินเป็นหลัก มากกว่าการมองความจริงอย่างเป็นเหตุเป็นผล  ผลจึงเกิดแก่คนรู้ทัน  ที่สันนิษฐานว่าหมอนี่  อาจจะต้องการเงินไปจ่ายค่าเทอมปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยที่ตนกำลังเรียนอยู่หรือไม่ เพราะช่วงหลังหากินลำบาก เพราะเพื่อนๆเขาเรียนจบกันไปเกือบจะหมดแล้ว และในประวัติไม่ปรากฏว่ามีอาชีพอะไรที่แน่นอน  และมีที่อยู่ก็ไม่แน่นอนและได้รับการยืนยันจากบรรดา (แปลว่าหลายคน) ในวงการหนังสือพิมพ์ เป็นเสียงเดียวกันว่า  นายแสบสัน  ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) มีอาชีพที่หากินแบบไม่ธรรมดามานานแล้ว พวกโรงงานก็โดนคนดีๆ ที่ขี้กลัวก็โดนหมอนี้เลยได้ใจชอบแอบอ้างเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ปฏิบัติตามหน้าที่ เป็นผลงานของตนว่าเป็นคนลงพื้นที่นำจับ นำภาพแอ็คชั่นมาหลอก ชาวบ้านให้หลงเชื่อส่วนผลงานที่ว่าสามารถสืบเสาะและจัดการคนไม่ดีได้นั้นคือ    แม่ชี  คือสตรีชรา  ที่ไม่สามารถสู้อะไรได้  แม่ชีมีอายุมากมีเมตตา ใครไปหาก็ให้ฟรี แต่ไม่รู้นายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) สวมวิญญาณของซาตานตนใด  ที่มีส่วนกระทำผู้ที่เป็นผู้ปฏิบัติธรรม ที่ไม่สามารถใช้จิตชั่ว  มาต่อสู้กับสื่อซาตานได้เมื่อแม่ชีชรา ผู้มีอายุมากกว่าผู้เป็นแม่ไม่สามารถต่อสู้ได้  ต้องกลายเป็นจำเลยสังคมและเทพบุตร ผู้ชนะคือ  นายแสบสัน  ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) นั่นคือชัยชนะอย่างลูกผู้ชายที่ขาดความละอาย ต่อความเป็นชายที่ยังคงเอาเรื่องราวของ แม่ชีชรา  มาหากินให้คนเชื่อถือ  ในสังคมไทยนั้นลูกผู้ชายไทยแท้ๆ เขาจะไม่ยินดีกับพฤติกรรมเช่นนี้  แล้วสื่อใหญ่ๆ ที่มีสกุลรุนชาติไม่มีใครเขาจะมาเล่นด้วยกับสื่อที่เป็นเพียง  กระดาษเขียนข่าวเทียม ใครจะให้ความสำคัญ กับนายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) เขารอแต่เพียงว่า เทพบุตรซาตานในละครน้ำเน่าเรื่องอย่างแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) จะจบลงเช่นไร
การให้ร้าย การโจมตี  มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก จึงกลายเป็นสิ่งที่ยิ่งตียิ่งดัง  และสังคมจะรู้ได้เองว่า  ผู้ที่ได้รับดุษฎีบัณฑิต (กิตติมศักดิ์) ทุกท่านคือคนที่มีเรื่องราวแห่งชีวิตที่ดี  จึงได้ปริญญาแห่งชีวิตไว้เป็นเกียรติ เป็นความภาคภูมิใจ  แก่ตนและวงศ์ตระกูล
แรงบันดาลใจแห่งความชั่ว ที่เป็นความโลภ และความโกรธ รวมทั้งการหลงตนของ นายแสบสัน  ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) ที่พยายามทำลายมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกนั้น  ถือว่าเป็นการลบหลู่เกียรติผู้รับปริญญาบัตรซึ่ง  ไม่มีใครที่จะเป็นคนโง่  แล้วไร้ปัญญาจึงได้รับปริญญาบัตรกิตติมศักดิ์  อย่างแน่นอน  แต่กลับตรงกันข้าม คือผู้ที่พยายามทำลายผู้อื่น  ด้วยการกล่าวหาใส่ความผู้อื่นอันเป็นเท็จ ด้วยการโฆษณา  ทำให้เสียชื่อเสียง ถูกดูถูก เกลียดชัง จากสังคม  คือองค์ประกอบอันสำคัญ ที่เป็นรางวัลชีวิตแก่นายแสบสัน  ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) คือการหมิ่นประมาทผู้อื่นด้วยการโฆษณา ถึงแม้ว่านายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) จะหยิ่งทรนงว่าข้าแน่ ข้าเก่ง  ข้าไม่กลัวใคร แต่ก็หนีไม่พ้นอย่างแน่นอน และที่หนักกว่านั้น  มันกลายเป็นเรื่องใหญ่ระหว่างประเทศ ที่นายแสบสัน ประสาท (ผอ.เบาะเสีย)ได้กระทำการหมิ่นรัฐบาลประเทศปากีสถาน โดยการเยาะเย้ยบุคคลและเอกสารที่เกี่ยวกับมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ที่ทางราชการประเทศปากีสถานออกให้ โดยกระทำเป็นพฤติกรรมในทำนอง เยาะเย้ยดูถูก เหยียดหยัน  เรื่องนี้ทางประเทศปากีสถานได้แจ้งให้สถานทูตของเขาในประเทศไทยได้รับทราบ และเอกสารที่เป็นการกระทำทางอินเตอร์เน็ต โดยนามของ ผอ.เบาะเสีย และลิ่วล้อผู้หลงผิดนั้น ได้ถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษซึ่งการกระทำดังกล่าวทำให้มีการ  แพร่ไปทั่วโลกทำให้ประเทศปากีสถานเสียหาย
การนำภาพบุคคลสำคัญของบ้านเมืองที่ได้รับปริญญาบัตรมาล้อเลียนเยอะเย้ยก็แปลว่าการอวสานของนายแสบสัน ประสาท จวนเจียนเต็มที่
นายแสบสัน  ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) ยังไม่ทราบชะตาและอนาคต (ปกติไม่มีอนาคตอยู่แล้ว) เพราะยังไร้เดียงสา ขาดวุฒิภาวะ ขาดความเป็นผู้มีจิตใจสูง การกระทำดังกล่าวจะถูกแจ้งอย่างเป็นทางการต่อกระทรวงการต่างประเทศของไทย  และหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง   ชั่วคนเดียวแค่นี้ประเทศชาติเสียหาย แล้วจะพูดว่ากู้ชาติ ได้อย่างไรกันมาถึงจุดนี้เราคงจะรู้ได้โดยทันทีแล้วว่า เทพบุตรซาตาน เจองานใหญ่  ผลงานสร้างความเสื่อมเสียให้ประเทศชาติและสังคม  ทำลายภาพพจน์ที่ดีของวงการสื่อมืออาชีพ  ที่ตนเป็นเพียงแค่เหลือบของวงการสื่อเท่านั้นเองขาดการยอมรับในแวดวงวิชาชีพ ที่พยายามนำไปกล่าวอ้าง เพื่อการดำรงชีพให้รอดไปในแต่ละวัน (บางวันก็ไม่ค่อยจะรอด)
ดังนั้นนายแสบสัน  ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) หรือเทพบุตรซาตาน  ขอให้ทำลายมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก  ทำลายเกียรติภูมิของผู้รับปริญญาต่อไปเถอะ ถึงเวลานั้น  รางวัลแด่คนช่างฝันจะเป็นของเธอ คือ “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม” สำหรับแนวร่วมของนายแสบสัน  ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) ถ้าคิดได้เอง หากินได้ด้วยตนเอง ก็ควรจะสำนึกและกลับใจ ถอยให้ห่างไกลคนชั่ว อย่าลืมสังคมไทยกำลังพัฒนาสู่ประชาคมอาเซียนดังนั้น  เสี้ยนหนามของคนดี  เหลือบลิ้นของหนังสือพิมพ์ดีๆกำลังจะยุติ
 ถ้านายแสบสัน  ประสาท (ผอ.เบาะเสีย) กลับมานั่งทบทวนดูพฤติกรรมของตนแต่อดีตจนถึงปัจจุบันไม่นานจะรู้ว่าถ้าไม่สำนึก แล้วกรรมจะตามทัน
การหากินที่ไม่สะอาดก็แย่แล้ว
การเข้าทรงปลอมก็แย่กว่า
การไม่สำนึกก็แย่ที่สุด
ถ้าลูกพี่ไม่ยอมหยุด  ลูกน้องที่ยังรักเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อยู่ก็ จงหยุดเสียเถอะ อย่างน้อยลูกหลานจะได้ภาคภูมิใจ แล้วสังคมจะให้อภัย

                                                                                โดย นายรักเกียรติ  สำนึกดี

และแล้ว...แสบสันต์ ประสาท ผอ.เบาะเสื่อมก็ติดกับดักในหลุมพรางของตนเอง...


           และแล้ว...แสบสันต์ ประสาท ผอ.เบาะเสื่อมก็ติดกับดักในหลุมพรางของตนเอง...          
งานนี้คงได้มีคนได้ฟังเพลงแต่ปางก่อน...ที่เริ่มต้นเนื้อเพลงว่า...รอคอย...เธอมาแสนนาน...ทรมานวิญญาณหนักหนา และแล้ววันนี้ 5 คดี นายแสบสันต์ ประสาท ผอ.เบาะเสื่อมก็เจอ

1.            หมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา
2.            แจ้งความเท็จ
3.            กระทำผิด พรบ.คอมพิวเตอร์
4.            กระทำผิดต่อ สกอ.
5.            กระทำผิดต่อ สตช. (กองปราบ) จะถูกฟ้องศาลโดยตรงในคดีอาญา 9 จังหวัด

ตามความเดิมที่ นายแสบสันต์ ประสาท ผอ.เบาะเสื่อมได้มีพฤติกรรมในการพยายามกรรโชกทรัพย์ นายสวัสดิ์ บรรเทิงสุข อธิการบดีผู้ก่อตั้ง มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ที่สนามกอล์ฟ กัซซัน จ.ลำพูน และหลังจากนั้น นายแสบสันต์ ประสาท พยายามเบี่ยงเบนประเด็นไปเป็นอย่างอื่น...เมื่อย้อนความตามเอกสารต่าง ๆ ที่ได้กล่าวถึงพฤติกรรมต่าง ๆ ของ นายแสบสันต์ ประสาท นั้นการดำรงชีพประจำวันด้วยอาชีพใดไม่ปรากฏชัด แต่ในประวัติมีพฤติกรรมในการทำมาหากินไม่เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ใครตกเป็นเหยื่อที่หัวอ่อน ขวัญอ่อนเป็นอันต้องเสียทรัพย์ให้ นายแสบสันต์ ประสาท ได้มีปัจจัยเร่ไปที่ต่าง ๆ ต่อโดยไปกันเป็นทีมเพื่อแสดงให้คนเห็นถึงความเป็นผู้มีพาวเวอร์ สวมรอยเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อสร้างฉากพิเศษแล้วนำภาพมาลงหนังสือหรือสื่ออินเตอร์เน็ต โดยใช้คำพูดชี้นำไปในทำนองให้ชาวบ้านผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์หลงเชื่อว่าเป็นผู้มีอำนาจทั้ง ๆ ที่บุคคลผู้นี้เป็นบุคคลธรรมดา ที่สภาพจิตและความคิดผิดเพี้ยนไปจากบุคคลธรรมดาที่มีอาชีพสื่อมวลชนอาชีพ ครั้นจะสรุปว่า นายแสบสันต์ ประสาท เป็นสื่อมวลชนหรือไม่ ก็ไม่ใช่ เป็นตำรวจหรือเป็นทหารหรือไม่ ก็ไม่ใช่ เป็นเจ้าพนักงานในหน่วยงานราชการอื่น ๆ หรือไม่ ก็ไม่ใช่ แต่เหตุไฉนถึงได้พยายามนำเสนอตนเอง...ผอ.เบาะเสื่อม ให้คนเลื่อมใสว่ามีพาวเวอร์ แต่ก็มีคนเพียงบางส่วนที่อยู่ในระดับคลื่นความถี่เดียวกันที่ เออ ออ ห่อ หมก ตลกโปกฮาไปตามอารมณ์ของกลุ่มคนประเภทเดียวกัน แต่เนื้อหาที่เป็นสาระความรู้ที่จะช่วยให้ผู้คนในสังคมได้มีความรู้แตกฉานในความรู้ใหม่ ๆ หาได้ยากเต็มที เพราะมีแต่เรื่องจับคนโน้น แจ้งความคนนั้น ดำเนินคดีคนนี้...แล้วก็ลงเอยด้วยเรื่องราวของแม่ชีแก่ ๆ แม้กระทั่งท่านสิ้นบุญไปแล้วก็ยังนำเรื่องของท่านมาโฆษณาชวนเชื่อ เพื่อสร้างความดีความชอบเพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์ปัจจัยจากเหยื่อผู้ขวัญอ่อน เพื่อจะได้ร่อนกระดาษเปื้อนหมึกที่เย็บเล่มไล่แจกคนจนไม่ค่อยจะเป็นสารรูป ดูแล้วไม่มีสกุลรุนชาติของสื่อหนังสื่อพิมพ์ที่ผู้มีปัญญาจะหาเหตุผลให้น่าเชื่อถือได้ไม่ง่ายนักและมิหนำซ้ำยังมีพฤติกรรมชอบอำคน ด้วยการตั้งตนเป็นเหมือนผู้มีอิทธิพลโดยเฉพาะการปรากฏกายเป็นทีมเหมือนหน่วยปฏิบัติการพิเศษดูก้ำกึ่งว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ ประชาชนอาจจะสับสนแต่กลวิธีแบบนี้ไม่สามารถใช้ได้ในสังคมเมืองใหญ่ นายแสบสันต์ ประสาท จึงมักไปทำมาหาเลี้ยงชีพตามแถบชานเมือง ต่างจังหวัด ไกล ๆ ประกอบกับศัตรูที่เขาได้สร้างสมไว้ก็มีมากจึงไม่สามารถอยู่ที่ใดได้นาน ๆ ต้องมีการเคลื่อนไหวไปเรื่อย ๆ

      ความล้มเหลวในการหวังเค้กก้อนเล็กจากเงิน 500,000 บาทและตำแหน่งที่ปรารถนาจะเป็นเพื่อความมีเกียรติหรือเพื่อความสะดวกในการทำมาหารับประทานกับมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก นั่นคือตำแหน่งอธิการบดี แทน อ.สวัสดิ์ บรรเทิงสุข แต่เจอของแข็งเคี้ยวไม่ออก เพราะถ้ากินเค้กก้อนเล็กได้ก็จะมีโอกาสกลายเป็นเค้กก้อนใหญ่และกลายเป็นอาหารอันโอชะไปอีกยาวนาน แต่แผนการมิได้วางไว้อย่างละเอียดรอบคอบจึงไม่เป็นผล กว่าจะตั้งหลักหาเหตุผลมาอธิบายอย่างข้าง ๆ คู ๆ เรื่องการพยายามกรรโชกทรัพย์ก็ต้องใช้เวลาหลายเดือนแต่ก็ฟังไม่ขึ้น

      นายแสบสันต์ ประสาท เป็นใครหรือก็คือโจรที่พยายามพลางพฤติกรรมในการอำพรางตน ทำเหมือนกับเป็นคนดีแต่พฤติกรรมที่ผ่านมา...ไม่ปรากฏว่ามีอาชีพอะไรที่มีรายได้อย่างชัดเจน...ที่แน่ ๆ ...มีการดำรงชีพด้วยรายได้ที่เป็นวิถีทางที่ไม่ธรรมดา งานนี้จึงต้องออกอาการหนักเพราะเคี้ยวมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกไม่ออก ถ้าลองสังเกตการสนทนาใน Social Network ก็จะรู้ว่ามีการรำพึงรำพันในเรื่องใด...จ้องเล่นงานมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกอย่างเดียว ไม่เป็นอันทำงานเพราะไม่มีงานทำแน่ชัด วันทั้งวันอยู่แต่กับการประกอบข่าวเทียมให้เกิดความคลุมเครือ...ผู้ที่เชื่อก็คือคนหัวอ่อน

      นี่ก็ถึงคราวที่ นายแสบสันต์ ประสาท จะเจอของจริง...ความโกรธแค้น ความล้มเหลวความอับอาย ที่เสียฟอร์มแล้วการถูกแฉประกอบกับความขาดแคลนในปัจจัยหรือจะพูดง่าย ๆ ก็คือ...โจรขาดเงินทุนหมุนเวียน จึงเดือดร้อน...เมื่อชั่วไม่สำเร็จ ก็เลยกัด..มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกไม่ปล่อย

      สิ่งที่ นายแสบสันต์ ประสาท กำลังกระทำอยู่ในขณะนี้คือความพยายามชั่ว ตามวิถีทางที่คุ้นเคย โดยได้พยายามไปแจ้งความต่อกองปราบปราม แล้วรีบนำใบแจ้งความมาลง Facebook ทั้ง ๆ ที่เป็นเพียงการกล่าวหาซึ่งตำรวจยังไม่ออกหมายเรียกและยังมีรายละเอียดอีกมากมายที่จะต้องพิสูจน์ ซึ่งการนำบันทึกการแจ้งความแล้วรีบมาลง Facebook นั้นคือการส่อเจตนาโดยชัดแจ้ง ในการหมิ่นประมาทบุคคลทั้ง 6 คน ด้วยการโฆษณาและยังมีคดีอีกหลายกระทงหลายความผิดที่ติดตามมาอย่างแน่นอน

      เบื้องต้นผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 คน จะดำเดินคดีต่อ นายแสบสันต์ ประสาท ใน 9 จังหวัด ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและจะถูกฟ้องดำเนินคดีอาญาโดยตรงที่

1.สภอ.ตากใบ                   จ.นราธิวาส
2. สภอ.ยะหริ่ง                   จ.ปัตตานี
3. สภอ.เบตง                     จ.ยะลา
4. สภอ.สะบ้าย้อย              จ.สงขลา
5. สภอ.ตะโหมด               จ.พัทลุง
6. สภอ.เมือง                      จ.กาฬสินธุ์
7. สภอ.ศีขรภูมิ                  จ.สุรินทร์
8. สภอ.เชียงของ               จ.เชียงราย
9. สภอ.พระประแดง         จ.สมุทรปราการ

      เชื่อว่า นายแสบสันต์ ประสาท จะได้รับบทเรียนของความเป็นโจรที่อำพรางเป็นตำรวจอย่างแน่นอน งานนี้ยังมีอีกหลายคดีที่เกี่ยวกับการเปิดเผยความลับของทางราชการทั้ง สกอ.และกองปราบ ในการนำเอกสารของทางราชการมาใช้ในทางมิชอบ
      หวังว่า นายแสบสันต์ ประสาท จะได้จัดเตรียมงบประมาณ ตั้งทนายความและค่าเดินทางอย่างพอเพียงอย่างแน่นอน คงจะได้พิสูจน์ว่า...โจรหมุนเงินทันหรือไม่...ก็คงจะรู้กันคราวนี้

โปรดติดตามอย่ากระพริบตาว่างานนี้....เพียงแค่ราคาคุยหรือเปล่า....แล้วจะรู้ว่าถ้าไม่ไปรายงานตัวตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานก็จะเห็นหมายจับของจริงแต่ละท้องที่จะช่วยให้ นายแสบสันต์ ประสาท รู้ได้เองว่า...นรกบนดินเป็นอย่างไร

                                                                                          เคียว  คมกระบี่