วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ยิ่งนานวัน แสบสันต์ ประสาทเสื่อม ยิ่งเปิดเผย ธาตุแท้แห่งความเป็นโจรชั่วเชิงบูรณาการให้เห็นกันชัดเจนยิ่งขึ้น ผอ.ออ. (ผ.อ.แปลว่าผู้กระทำการอันอุบาทว์) แห่งสำนักข่าวเบาะเน่า


ยิ่งนานวัน แสบสันต์ ประสาทเสื่อม ผ.อ.(แปลว่าผู้กระทำการอันอุบาทว์) แห่งสำนักเบาะทรุด

ยิ่งลนลาน คลุ้มคลั่ง ไม่เป็นอันทำมาหากิน (นอนกลางวันชั่วกลางคืน) เพราะอาชีพของมิจฉาชีพอย่าง แสบสันต์ ประสาทเสื่อม กำลังเข้าตาจนครั้นจะไปปล้นเขากิน...ก็สู้โจรอาชีพเขาไม่ได้ ครั้นจะเป็นนักข่าว...นักข่าวอาชีพองค์กรทางด้านสื่ออาชีพเขาก็ไม่เอา แถมสื่ออาชีพเขาอธิบายคุณภาพของแก๊งกรรโชกทรัพย์  ตบทรัพย์ คณะเบาะทรุดภายใต้การนำของ แสบสันต์ ประสาทเสื่อม ได้อย่างเห็นภาพอย่างชัดเจน เมื่อไม่กี่วันมานี้ผู้ใหญ่ที่เขาทราบเรื่องของ แสบสันต์ ประสาทเสื่อม เกี่ยวกับพฤติกรรมที่พยายามทำลายภาพมหาวิทยาลัย กล่าวหาสารพัด...เช่น เถื่อน ฉ้อโกง ต้มตุ๋น...ทำทุกวิถีทางยื่นหนังสือต่อหน่วยงานราชการ เมื่อได้หนังสือตอบตามคำถามของ นายแสบสันต์ แต่นายแสบสันต์ก็นำหนังสือนั้นไปใช้ในทางที่ผิดทำให้หน่วยงานราชการอาจจะเกิดความเสียหาย และอาจจะเข้าข่ายถูกดำเนินคดี ทั้งเอกสารที่ไปแจ้งความกับตำรวจกองปราบด้วยเช่นเดียวกัน

เมื่อฟังระดับบิ๊ก ๆ  แห่งวงการหนังสือพิมพ์ เขาได้อธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมการทำมาหากินของ นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม แล้วฟังดู...มันช่างเป็นคนไร้ค่า...ที่นำเอาคำว่า สื่อวิชาชีพของเขาไปหากินจริง ๆ เขาบอกว่าไอ้นี่มันเต็ม ๆ เลยครับ...เรื่องของแม่ชีมันก็ไปกลั่นแกล้งเขา...มันเรียกเงินแม่ชี 15 ล้าน แต่มันได้แค่ 5 ล้าน มันชอบเข้าไปแทรกในช่องว่างของสังคม...แล้วมันก็เข้าไปแหย่...แล้วมันก็หาทางให้เขาเจรจา...คนไหนยอมมันก็รับทรัพย์ไป 5 หมื่นก็มี 8 หมื่นก็มี หลักแสนก็เอา

            เขาบอกว่าก็ดูพวกมันซิ มันทำอะไรกิน หนังสือของมัน ถ้ามันกรรโชกทรัพย์ใครไม่ได้ มันก็ไม่ได้พิมพ์พอมันมีเงินบ้าง พอได้พิมพ์หนังสือมันก็เอาหนังสือไปเป็นตัวประกอบขู่การกรรโชกทรัพย์คน ว่ามันจะแฉบ้าง มันจะสารพัดแล้วแต่วิชามารของมัน ทำไมผู้รับปริญญาของมหาวิทยาลัยเขามีความสุขแต่ไม่สนใจหรือใส่ใจในสิ่งที่แสบสันต์ พยายามให้ร้ายแก่มหาวิทยาลัยเพราะบุคคลที่ได้รับการยกย่อง เชิดชูเกียรติให้ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ เขามีสิ่งดีที่สมควรจะได้รับจริง ๆ ประกอบกับความเข้าใจอย่างชัดแจ้งว่า...จู่จู่ก็มีคนโจมตี...ทั้ง ๆ ที่กิจกรรมทั้งหมดที่ทางมหาวิทยาลัยกระทำให้แก่คน เป็นสิ่งที่ดีและความดีจึงไม่มีคำว่า “เถื่อน” เมื่อมีผู้กล่าวหาหรือพยายามโจมตี ทำลายมหาวิทยาลัย วิพากษ์วิจารณ์ต่อว่าเหน็บแนมเหล่าบรรดาผู้รับปริญญาไปในทำนองที่เป็นความเท็จไม่สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นพระ เป็นศิลปินผู้มีชื่อเสียง คนดีของสังคม แสบสันต์ก็นำภาพมาเยาะเย้ยในทำนองดูถูกดูแคลนราวกับว่า...ท่านเหล่านั้นโง่เขลา ไม่มีภูมิปัญญาจะเข้าใจอะไรต่าง ๆ แล้วพยายามอ้างกฎหมาย อ้างหน่วยงานราชการนำเอกสารที่ไม่ใช่วัตถุประสงค์ของทางราชการ มาตีความแบบโง่ ๆ ไร้ความรู้ความเข้าใจในหลักกฎหมาย พยายามตีความสนับสนุนความคิดชั่วของตน เพื่อชักนำคนให้หลงเชื่อ แต่ก็ไม่เป็นผล...ทั้ง ๆ ที่นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม พยายามทำทุกวิถีทางแต่ไม่เป็นผล ไม่มีคนเขาเอาด้วยแจ้งความก็ยังเงียบ...แถลงข่าว...นักข่าวก็ไม่เอาด้วยแถมไปเขียนข้อความโจมตีเจ้าของอาชีพเขาอีก นักข่าวอาชีพเขาก็ต้องรักศักดิ์ศรี รักอาชีพของเขาซิ

            ความผิด ความเถื่อน หรือความหมายอื่นใดที่ แสบสันต์ พยายามยัดเยียดให้แก่มหาวิทยาลัยและผู้บริหาร “ศาลเท่านั้นจะเป็นผู้ชี้” ว่าแต่ว่าตอนนี้ทำยังไงก็ยังไม่ไปถึงศาล เพราะ นายแสบสันต์ มิใช่ผู้เสียหาย และผู้ที่ควรจะเป็นผู้หายที่นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม พยายามอ้างความดี ความถูกต้อง เพื่อจะปกป้อง...เขาเหล่านั้นมีความสุขดี ไม่รู้สึกว่าถูกหลอกหรือถูกต้มตุ๋น ไม่รู้สึกว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัย คนใดฉ้อโกง ทุกท่านยังภาคภูมิใจในเกียรติ แต่ทำไม “แสบสันต์ ประสาทเสื่อม” จึงดิ้นทุรนทุราย จึงสติแตก จึงคลุ้มคลั่ง  เพราะว่าความโลภ ความโง่เขลา ความชั่ว ความอุบาทว์ ความจัญไร ความระยำ กำลังครอบงำความคิดของ เขามีอาชีพ กรรโชกทรัพย์เลี้ยงลูกน้องเขาไม่ใช่สื่อ เขาไม่กล้าในสังคมเมือง เขาขาดวิสัยทัศน์แห่งความดีและเขาขาดวิวัฒนาการแห่งการสร้างสรรค์ เขาขาดความเข้าใจในตัวเอง เขาคิดว่าเขาดี เขาคิดว่าเขาแน่ เขาคิดว่าเขาคือ ผอ.ของสื่อ เขาคิดว่าคนจะต้องรู้จักเขา...เขาโง่เขลาจริง ๆ เขาไม่ยอมรับว่าเขาไม่ใช่สื่อ...เขาพยายามโอ้อวดว่าจบตรี...จบโท กำลังเรียนเอก...น่าเห็นใจสถาบันที่มีคนประเภทนี้เข้าไปเรียน แล้วทำไมผลผลิตออกมาเป็น “นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม”  ทำไมตอนนี้นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม อาละวาดหนักทางอินเตอร์เน็ต ยิ่งอาละวาด...ยิ่งประจานคุณภาพของตัวเองยิ่งเปิดเผยธาตุแท้ว่า...เหตุใด นายแสบสันต์ จึงอ้างพี่น้องชาวไทย ทำไมกล่าวร้ายแบบโง่ ๆ

            คนที่เจริญแล้วทางด้านจิตใจใครเขาบังอาจนำเอารูปแบบในบรรยากาศที่ดี ๆ บรรยากาศที่เป็นมงคลมีการสวดมนต์ กรวดน้ำ มุทิตา การกล่าวอวยพรแสดงความยินดี ภาพที่มีผู้รับปริญญาที่ นายแสบสันต์ และแก๊งนำมาใช้...เพื่อหวังจะทำลาย ล้อเลียน เยาะเย้ย เป็นภาพถ่ายที่อยู่ในบรรยากาศที่ดี แต่เพราะจิตชั่ว ความคิดอัปปรีย์ไม่มีหนทางทำมาหากิน นำภาพที่ดี ๆ ไปบิดเบือนให้ร้ายแล้วบอกว่า...เพื่อปกป้องมิให้คนหลงเป็นเหยื่อ  แล้วมีใครบ้างที่โง่เขลาเบาปัญญาและได้รับเกียรติให้รับปริญญาบัตร ยิ่งถ้าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่แล้วก็มีฝ่ายตรวจสอบ เขาได้ตรวจสอบ เขาติดตาม เขาสนับสนุนอุดมการณ์แห่งสันติภาพ เขาจึงเห็นด้วยจึงนำเสนอผู้ใหญ่ให้ได้รับเกียรตินี้ แต่ “นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม” คนจัญไรอัปปรีย์...กลับไร้สติปัญญาที่จะเข้าใจและกลับตัวกลับใจ แสบสันต์ ประสาทเสื่อม กำลังถูกดำเนินคดีอยู่แล้ว หลายคดี ยังไม่รู้ชะตากรรม แต่ที่หนัก...แบบไม่ธรรมดา...แสบสันต์ ประสาทเสื่อม กำลังบ้า ดุจผีสิง เข้าข่ายหมิ่น...บุคคลสำคัญ

            ใครที่เป็นลิ่วล้อของ แสบสันต์ ประสาทเสื่อม ถ้าไม่รักอนาคต...และไม่ประสงค์ที่จะเป็นตัวการร่วมและผู้สนับสนุนต้องครุ่นคิดให้หนัก และควรจะถอยห่างอย่างเร่งด่วน ตอนนี้แสบสันต์ ประสาทเสื่อม กำลังจะมั่งคั่งไปด้วยคดีอาญา และจะโดนของจริงที่แสบสันต์ จะต้องขยาดจนอาจจะลืมคาถา วิชามารไปก็ได้ “โจท” มีมากมายอย่างแน่นอน โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับปริญญาและภาคภูมิใจในสิ่งที่เขาได้ “แสบสันต์” ไม่มีค่าเทอม ไม่มีค่ารถ ไม่มีค่าปรับ ไม่มีให้ลูกน้อง ไม่มีใครเห็นใจ ไม่มีที่นอนเป็นหลักแหล่ง ไม่มีเวลาอีกมากมายนักที่จะซ่าแหกตาให้ร้ายผู้อื่นทางอินเตอร์เน็ต ปกติการใช้อินเตอร์เน็ตคนที่เขาเจริญทางจิต เจริญทางใจ เขาจะใช้อินเตอร์เน็ตในทางสร้างสรรค์ แต่แสบสันต์ กลับเลือกใช้ในทางทำลายผู้อื่น แล้วจะไปรอดหรือ...?

            แสบสันต์ ประสาทเสื่อม พยายามโทรหาบุคคลต่าง ๆ ทั้งเชิงพูดเหมือนเป็นผู้รับ ข่มขู่เป็นนัย ๆ คล้าย ๆ กับนักกฎหมายถ้าประชาชนที่ไม่รู้กฎหมายฟัง นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม พูดก็อาจจะกังวลบ้าง รำคาญพอสมควร

            แค่คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย รู้ทันเกมส์ รู้ทันความเคลื่อนไหวของ “โจร เสือก” ผู้ใหญ่บางคนถึงกับบ่นว่า “แล้วมันเสือกทำไม จะเอาอะไรกันแน่” แล้วมันทำเพื่ออะไร...? จะมองมันเป็นนักเลงก็ไม่ใช่...เพราะนักเลงเขาก็ไม่ใช้นิสัยแบบนี้ สิ่งที่น่าสังเกตสำหรับ นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม คือ..เขาพยายามทำตัวเหมือนกับเป็นคนสำคัญแทนคนอื่นโดยที่คนอื่น ๆ (เสือก) ทั้ง ๆ ที่คนอื่นมิได้เดือดร้อนขอความช่วยเหลืออะไร (แบบนี้ชาวบ้านจะเรียกว่า...เสือก) ถ้ามีผู้เสยหายที่ได้รับความเดือดร้อน...เขาก็มีตำรวจ...มีเจ้าหน้าที่ของรัฐคอยดูแลแต่ แสบสันต์ ประสาทเสื่อม...เป็นบุคคลที่เขาเรียกว่า... “เสือก” เป็นการ “เสือก” เพราะผิดหวังเรื่องผลประโยชน์ กรรโชกทรัพย์ไม่สำเร็จ...จะเคี้ยวหินอ่อนของ World Peace ก็เคี้ยวไม่ออก จะแทะก้อนเกลือแห่งเทือกเขาหิมาลัยก็แทะไม่ออก... “โจรเสือก” ในคราบของผู้ปรารถนาดีต่อสังคม...พยายามชั่วไม่สำเร็จก็กลายเป็นโจรหน้าแตก เพราะความฉลาดมีจำกัด สิ่งที่ไม่จำกัดก็คือ ความโกรธและความโง่เขลา...ก็เลยสร้างภาพ สร้างเรื่อง และเคลื่อนไหวกลบเกลื่อน...แสบสันต์ ประสาทเสื่อม จึงกำลังคลุ้มคลั่งในสื่ออินเตอร์เน็ต กำลังจะหมดภูมิความรู้ ไม่มีความรู้ประเทืองปัญญาให้แก่สังคม นอกจากการกล่าวให้ร้ายสั้น ๆ โจมตีสั้น ๆ วกไปวนมา หารูปโพสต์โดยพยายามใส่ความที่ไม่ดีให้สังคมได้อ่านสันดานตนเองว่าไอ้คนประเภทแบบนี้จะมีโอกาส มีอาชีพที่ดีเพื่อเลี้ยงตัวได้ทางไหนบ้างก็ขอให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดูว่าเหตุใด...นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม ซึ่งใคร ๆ ก็ไม่รู้จักมาก่อนพยายามอ้างความชั่วบวกความเท็จใส่ความต่อ มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก เพราะเขาต้องการเงินจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยแต่ไม่สำเร็จ อยากเป็นอธิการเพื่อไปทำมาหากินก็ไม่สำเร็จ (หุ่นไม่ให้ แต่ใจมันรัก) ท่านลองคิดดูซิว่า...โจรชั่ว พยายามกรรโชกทรัพย์แล้วไม่ได้จึงพยายามกลายพันธุ์เป็นคนดีแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ก็เลยใช้ปัญญาชุ่ย ๆ ชั่ว ๆ ...ใส่ไข่ ใส่ความผู้บริสุทธิ์ แล้วรอการติดต่อเพื่อเจรจานั่นคือ...เหยื่อในอดีต แต่เหยื่อรายใหม่คือ “มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก” มันเคี้ยวไม่ออก เลียก็ไม่ได้สัมผัสรสแล้วมันจะเป็นคนดีมาจากไหน “ที่มุ่งโจมตีให้ร้ายอย่างเดียว” แต่ปกปิดพฤติกรรมชั่วของตนไว้...นั่นคือโจรชั่วดี ๆ นี่เอง...มิใช่กล่าวลอย ๆ ตรวจสอบประวัติและกำพืดให้ลึก ๆ แล้วจึงรู้ว่าไอ้หมอนี่...คือขยะสังคม

            จะอ้างเป็นสื่อแต่มารยาทความเป็นสื่อไม่มี...แต่พยายามแอบอิงสื่ออาชีพมาเป็นเกราะหากินโจรชั่วพวกนี้ พยายามใช้คำใหม่ที่ดูดี เพื่อปกปิดความชั่วให้สังคมเห็นใจ...ชั่วจนชิน หากินอย่างอื่นไม่เป็น

“คำว่าอุดมการณ์”                ถูกใช้เพื่อปิดบังคำว่า                          “หน้าด้าน”
“หนังสือพิมพ์”                    ถูกใช้เพื่อปิดบังคำว่า                          “กระดาษเปื้อนหมึกเย็บเล่ม”
“กระทำผิดกฎหมาย”          ถูกใช้เพื่อปิดบังคำว่า                          “ความหิวกระหายของโจรที่ผิดหวัง”
“เราต้องปกป้อง”                 ถูกใช้เพื่อปิดบังคำว่า                          “ความทุจริตที่ไม่แนบเนียนมีคนรู้ทัน”
“ที่นี่ประเทศไทยต้องใช้กฎหมายไทย”          ถูกใช้เพื่อปิดบังคำว่า          “ความมืดบอดทางปัญญาไร้วิสัยทัศน์มองโลกไม่เป็น”

-                   ทำไมผู้รับปริญญายังคงรับปริญญาทั้ง ๆ ที่เขารู้ว่า “เบาะทรุด” กำลังโจมตีมหาวิทยาลัย...คนเหล่านั้นที่เป็นผู้ใหญ่เขาบอกว่า “เดี๋ยวมันก็ตายเอง” เพราะมันไม่มีที่มาที่ไป ประวัติมันสั้นมันไม่ดี

-                   ยิ่งโฟสต์ข้อความให้ร้ายหรือรูปภาพให้คนเห็นเป็นมุมมองที่ไม่ดีเท่าใด ก็เท่ากับยิ่งประจานตัวเองมากเท่านั้น

-                   ถ้าตรวจสอบประวัติผู้อ้างตัวเป็นผู้ปกป้อง ผู้รักความถูกต้อง ผู้รักความเป็นธรรมอย่างเช่น แสบสันต์ ประสาทเสื่อมกับการตรวจสอบประวัติของผู้รับปริญญา เปรียบเทียบกันก็รู้ได้ทันทีเลยว่า...ไอ้หมอนี่มันคลุมเครืออำพรางความชั่วซึ่งต่างกันดุจพานทองคำกับกะลามะพร้าวเลยแหละ

-                   ถ้าดูการทำงานที่ออกสังคมเสนอหน้าต่อสาธารณะก็ไม่กล้านักเพราะของปลอม ของเทา ๆ ไม่กล้าเผชิญกับของจริง...ถ้าหากไปอยู่ท่ามกลางสื่ออาชีพจริง ๆ ก็ต้องหลบ ๆ หน้าตา...เพราะรู้ตัวว่า... “หน้าไม่อาย”

ทำไมแสบสันต์ ประสาทเสื่อม มักจะพูดแต่เรื่องเงินว่าคนนั้นเก็บเท่านั้น เท่านี้ เพราะอะไร (เพราะแสบสันต์หิวมากแต่ไม่ได้กิน) หิวเงินและขาดเงิน อยากได้เงินต้องใช้สติปัญญา สร้างกิจการ กิจกรรมขึ้นมา ไม่ใช่ว่าหาช่องทางกล่าวหาคน ขู่คนให้คนกลัว...ฟังคำบอกเล่าที่นายแสบสันต์ พยายามคุย ขู่ หลอก ล่อ อาจารย์สมบัติ เมื่อวันก่อนแล้วยิ่งทำให้รู้เช่นเห็นชาติเลยว่า...บรรดาสัตว์ในเทพนิยายยังมีความประเสริฐกว่า มนุษย์ชั่ว ๆ ที่หากินแบบ...ไร้ปัญญาจริง ๆ

            ไอ้ตัวรีดเงินมันไม่สน พระเถร เณร ชี แกล้งแม่ชีได้ 5 ล้าน แต่ไม่ได้นำเงินไปทำบุญให้บรรพบุรุษจึงเอาเรื่องราวของคนตายแล้ว มาหากินอีก มีหนังสือพิมพ์ฉบับไหนบ้างที่ผู้บริหารระดับสำคัญที่เขาออกมาทำตัวแอ็คชั่นให้ลิ่วล้อปัญญาอ่อนถ่ายรูปให้แล้วนำมาอวดใน Facebook มันประสาทเสื่อมเหมือนกันเป็นคณะจริง ๆ มีคนเปรียบเทียบว่า ถ้าเอาหมามาใส่กางเกงยังดูดีกว่าหรือไม่ ก็เอาลิงกังมาสวมหมวก สวมแว่นตา ก็ดูดีกว่าโจรชั่ว เอาความปรารถนาดีต่อประชาชนมาอ้างเพื่อกลบเกลื่อนความชั่ว ถ้าไม่เป็นแบบนี้ มันเจริญไปนานแล้ว ทุกวันนี้...สัมภเวสีในคราบของ...กระดาษเปื้อนหมึกเย็บเล่มยังไม่สำนึก แสบสันต์ ประสาทเสื่อม โจรชั่วแห่งสำนักเบาะทรุด ไม่รู้จักคำว่า...วิธีการคิด...ไม่รู้จักคำว่า...แนวทางสร้างสรรค์ไม่รู้จักคำว่า...วิวัฒนาการไม่รู้จักคำว่า “ถูก” “ผิด” ความดีไม่มีคำว่า “เถื่อน” ความชั่วจึงไม่มีคำว่าปรารถนาดีความสวยงามที่ถูกบิดเบือน เขาเรียกว่า “โง่เขลาเบาปัญญา” เกาะอาชีพ...สื่อเขาหากินแบบชั่ว ๆ แล้วจะให้คนยอมรับอย่างไร ยิ่งเห็นการเขียนข้อความพยายามยุแหย่ แหกปากถลนตาหาคนมาช่วยเป็นแนวร่วม “เครือข่ายผู้ต่อต้านปริญญาเถื่อน...รู้สึกเศร้าใจกับเจ้าหนู หนวดแมว ที่ขาดการอบรมในเรื่องสมบัติผู้ดีจริง ๆ โบราณชอบด่าคนพฤติกรรมแบบนี้ว่า “ลูกพ่อแม่ ไม่สั่งสอน” แต่เอาเถอะให้อภัยได้เพราะ แสบสันต์ ประสาทเสื่อม ไม่รู้ว่าพ่อเป็นใครจึงอวดโม้อหังกาว่าถ้าพ่อทำผิด ก็จะจับพ่อ โธ่...ชีวิตวิธีคิดหากินยังสู้ขอทานที่ร่างกายพิการไม่ได้เลย...แสบสันต์...ใกล้วันอวสานหมอดูใหญ่...บอกว่า...อย่าไปทำอะไรเขาเลยเพราะตอนนี้ดวงของเขาจะเช้าสู่เวลา...วินาศในอีก 8 ชั่วโมง...? 8 วัน...? 8 สัปดาห์...? 8 เดือน...? อ้าว....แฟน ๆ ช่วยลุ้นกันหน่อย…เห็นเขาว่าคนจะทำให้แสบสันต์ ตายทั้งเป็นมีเพศเป็นหญิง จริงหรือไม่จริงก็ต้องคอยดูลิงใส่แว่นเรย์แบน จะจบเห่อีท่าไหน พี่น้องชาวไทยโปรดอย่ากระพริบตา....

เคียว คมกระบี่
            

วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หม่อมราชวงศ์จิราคม กิติยากร ได้กรุณารับปริญญากิตติมศักดิ์สาขาสันติภาพโลก

    
 หม่อมราชวงศ์จิราคม กิติยากร ได้กรุณารับปริญญากิตติมศักดิ์ สาขาสันติภาพโลก พร้อมด้วยสวมครุยมหาวิทยาลัย World Peace Academy Cyber U Pakistan
     และท่านได้กรุณาเป็นประธานในการมอบปริญญาบัตรแก่บุคคลสำคัญต่างๆ พร้อมด้วยใบแต่งตั้งคณาจารย์ของมหาวิทยาลัย ในวันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ด้วยเช่นเดียวกัน



เรื่องน่าคิดสำหรับวิธีคิดด้านการศึกษาและกรณีของการสร้างข่าวทำลาย มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก


เรื่องน่าคิดสำหรับวิธีคิดด้านการศึกษาและกรณีของการสร้างข่าวทำลาย
มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก

            หลายคนคงไม่เคยเฉลียวใจเลยว่า ก่อนการเกิดสถาบันการศึกษาใด ๆ ขึ้นมาในโลกนี้ ย่อมต้องมีผู้ริเริ่มในการเป็นครูคนแรกและครูคนแรกได้เรียนรู้จากใคร ก็คือเรียนศึกษาด้วยตนเองเป็นประสบการณ์ที่ศึกษาจากภายในที่ถือว่าเป็นสติปัญญาขนานแท้และดั้งเดิมของมนุษย์ และผู้ที่มีสติปัญญาขนานแท้จากภายในจึงได้ถ่ายทอดความรู้สู่คนแต่ละรุ่น แต่ละยุค

            การศึกษาการให้ความรู้เรื่องราวที่มาจากสติปัญญาขนานแท้จึงทำให้ผู้เรียนมีความสุข และนำสิ่งที่ได้เรียนไปปฏิบัติจึงสามารถสร้างความก้าวหน้าให้กับชีวิตได้ ผู้ที่ได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ถือว่าเป็นผู้ที่ได้ผ่านประสบการณ์ชีวิตด้วยการใช้สติปัญญาขนานแท้ จึงสามารถนำพาชีวิตให้ประสบความสำเร็จสามารถให้ผู้อื่นได้พึ่งพาอาศัยจากสิ่งที่ตนเป็นผู้ริเริ่มกระทำได้

            ปริญญากิตติมศักดิ์ ของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก จึงเป็นปริญญาชีวิตขนานแท้เช่นเดียวกัน ดังนั้นผู้ที่ได้รับจึงเป็นผู้ที่มีความสุขจากสิ่งที่ตนเองได้รับยกย่องเชิดชูและประกาศเกียรติคุณ ความสมดุลย์แห่งชีวิตของมนุษย์อีกด้านหนึ่งจึงน่าจะนำเรื่องของการศึกษาด้วยสติปัญญาขนานแท้มาใช้เป็นองค์ประกอบและควรจะดำเนินการขยายความคิดด้านการศึกษาจากภายในให้กว้างขึ้น

สำหรับในปัจจุบันการศึกษาโดยทั่วไปเป็นการศึกษาจากภายนอก คือการศึกษาให้มีปริญญา และใบปริญญาจะมีคุณค่ามากยิ่งขึ้นถ้าหากผู้ใช้นำไปใช้ควบคู่กับปริญญาขนานแท้ แต่ในสังคมปัจจุบันมักจะหาได้น้อยนักที่มีใบปริญญาและสติปัญญาขนานแท้ควบคู่กันไปด้วย ในอดีตที่ผ่านมาสติปัญญาขนานแท้จากภายในของผู้ประสบความสำเร็จมักจะไม่ค่อยจะได้รับการยอมรับจากผู้นิยมปริญญาจากภายนอก จึงไม่มีผู้นิยมปริญญาจากภายนอก มอบปริญญาให้แก่ผู้ที่มีสติปัญญาขนานแท้จากภายใน

เมื่อ มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ได้กล้าริเริ่มที่จะดำเนินการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ แก่ผู้ที่มีสติปัญญาจากภายใน อันถือว่าเป็นปริญญาชีวิตผู้ที่ติดยึดอยู่กับปริญญาภายนอกย่อมจะมองไม่เห็นและมีปฏิกิริยาในทางต่อต้าน จึงเกิดกระบวนการแสดงออกในท่าทีของการไม่ยอมรับ และมีการดำเนินการเพื่อขัดขวางและทำลายในหลายรูปแบบ แต่ก็มิได้มีผลต่อผู้ริเริ่มมุ่งหมายที่จะให้การศึกษาด้วยสติปัญญาขนานแท้ที่ได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าขึ้นไปอย่างเป็นระบบ เป็นระเบียบและมีคุณภาพ ความไม่เห็นด้วยแต่มีความคิดใหม่ที่ดี ๆ มาช่วยเสริมสร้างน่าจะเป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นเพื่อให้กระบวนการคิด การปฏิบัติด้วยสติปัญญาขนานแท้จากภายในเติบโตควบคู่กันไปจึงเป็นสิ่งที่น่ายกย่องและเชิดชู แต่ความไม่เห็นด้วยภายหลังจากการมีพฤติกรรมชั่ว เพียงเพื่ออิงแอบหาผลประโยชน์หาชื่อเสียงที่มิได้มาจากสติปัญญาขนานแท้จากภายในแล้วมีการขัดขวางทำลายทุกรูปแบบ ปรากฏการณ์เช่นนี้มักจะไม่ควรมีหรือไม่เคยมีให้เห็นมาก่อนในสังคมไทยและสังคมโลก ดังนั้นในกรณีที่ นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด ผอ.เบาะทรุด ได้เป็นผู้ริเริ่มด้วยพฤติกรรมชั่วดังกล่าวโดยใช้สามัญสำนึก และอ้างกฎหมายตีความเองข้าง ๆ คู ๆ ไม่ลึก ไม่กว้างและไม่กระจ่างจึงไม่สามารถขยายความคิดชั่วให้เกิดการยอมรับโดยกระบวนการทางกฎหมายได้ เพราะการกระทำนั้น นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด ผอ.เบาะทรุด มีการกล่าวและกระทำต่อผู้ที่มีสติปัญญาทั้งจากภายในและภายนอก และเป็นผู้ที่มีคุณวุฒิอยู่แล้วทางสังคม ไม่มีผู้ใดที่เป็นผู้ที่โง่เขลาหรือด้อยปัญญาที่จะไม่สามารถแยกแยะอะไรด้วยตนเองได้

            กิจกรรมของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก จึงดำเนินการไปได้ และสามารถขยายได้อย่างรวดเร็ว แต่การนำเอกสารทางราชการหรือสิ่งดี ๆ ที่ผู้อื่นกระทำด้วยพื้นฐานแห่งสามัญสำนึกที่ดีที่ถูกต้องไปใช้ในทางที่เพื่อเป็นประโยชน์แก่ตนเอง เพื่อเป็นเอกสารประกอบในการสนับสนุนพฤติกรรมชั่วของตัวเอง จึงไม่สำเร็จถึงแม้ดูเหมือนจะสะใจหรือสมใจ แต่ความชั่วดังกล่าวจะไม่ประสบผล คนที่อ่านและพิจารณาภาษาอักษรหรือภาพต่าง ๆ ที่นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด ผอ.เบาะทรุด พยายามนำไปบิดเบือนเจตนารมณ์ที่ถูกต้อง รวมทั้งบทสนทนาในกลุ่มก๊วนของคณะมิจฉาชีพ “เบาะเสื่อม” จึงรู้ได้เองว่า...พื้นฐานความคิดพื้นฐานสติปัญญาจากภายใน ยังอยู่ห่างไกลความเจริญอีกมากมาย

 สังคมจึงมีคำถามว่า “นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด ผอ.เบาะทรุด” เป็นใครที่พยายามปล่อยข่าว

คำตอบคือ มิจฉาชีพแขนงหนึ่งซึ่งมีความชำนาญด้านการนำวัตถุดิบที่มีอยู่มาประยุกต์ และปรับสภาพให้เป็นไปในแนวทางของมิจฉาชีพที่สามารถนำไปอำผู้ที่ขาดพื้นฐานแห่งความเข้าใจ ขาดข้อมูลดั้งเดิมที่จะนำมาประกอบพิจารณาหาความจริง การนำหน่วยงานราชการและเอกสารที่มิใช่วัตถุประสงค์ของผู้ออกเอกสารในการเผยแพร่ต่อสาธารณะ จึงเป็นวิธีการของมิจฉาชีพแห่งยุคปัจจุบันอีกแขนงหนึ่ง

            ดังนั้นผู้ที่รักความก้าวหน้าของสังคมผู้ที่มองเห็นหนทางแห่งการให้ปัญญาแก่สังคมผู้ที่มองเห็นหนทางแห่งการให้ปัญญาแก่สังคมผู้ที่มองเห็นหนทางแห่งการส่งเสริมและสร้างสันติภาพจึงมีความชัดเจนและมีความเห็นพ้องกันโดยสรุปว่า นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด ผอ.เบาะทรุด เป็นมิจฉาชีพแต่สร้างภาพแห่งการเรียกร้องความถูกต้องต่อสังคม มากลบเกลื่อนอาชีพที่ตนเองแอบแผงหากินอย่างไม่สุจริตมาเป็นเวลายาวนาน “นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด ผอ.เบาะทรุด” จะกลายเป็นตำนานของมิจฉาชีพเชิงสร้างสรรค์ไปในแนวทางแห่งความชั่ว...ของสังคมไทยในไม่ช้านี้ และขอเป็นกำลังใจให้คนดีอย่าท้อแท้เพราะมี สัจธรรมคือ “ความดีย่อมชนะความชั่วเสมอไป”

                                                                                    ดุษฎีสีขาว


วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

จับตาพฤติกรรม เสฃสัณฑ์ ปะเสิด ผอ.เบาะทรุด


จับตาพฤติกรรม เสฃสัณฑ์  ปะเสิด ผอ.เบาะทรุด
จับพิรุธ แก๊งกรรโชกทรัพย์ คณะเบาะสลาย
มลภาวะทางสื่ออินเตอร์เน็ต รูปแบบใหม่

            สังคมไทยถ้าหากว่ามีใครคิดทำอะไรแปลกใหม่ที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน ก็มักจะมีคนอีกประเภทที่คิดไม่ถึงและคิดไม่เหมือนในสิ่งที่ตนคิด สิ่งนั้นคือสิ่งผิดแล้วกล่าวอ้างว่าสังคมรับไม่ได้

            ในสังคมที่หลากหลาย สังคมที่คนไทยมีการติดต่อสัมพันธ์กับต่างประเทศโดยไร้อาณาเขตแห่งสัมพันธภาพ ผู้ที่มีโอกาสเดินทางศึกษาและประกอบธุรกิจการค้าระหว่างประเทศย่อมเห็นการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของประเทศต่าง ๆ ในแต่ละด้าน ประเทศที่กำลังมีสงครามก็คงไม่มีใครต้องถามหาเรื่องการศึกษาของประชาชน เพราะทุกคนต้องดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอด ประเทศที่ไร้สงครามและมีความสงบ มีความเจริญก้าวหน้าทางเศรษฐกิจประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนได้อย่างกว้างขวางทั้งทางใกล้และทางไกลพร้อมด้วยการที่มีเทคโนโลยีอันทันสมัย ทำให้ประชาชนของเขาและชาติอื่น ๆ ได้รับอานิสงค์ไปโดยทางอ้อมเช่นเดียวกัน

            เมืองไทยในวันนี้มีคนจำนวนมากที่กระตือรือร้นในด้านการศึกษาเพื่อความเจริญก้าวหน้าของชีวิต...คนไทยที่มีความพร้อมด้านเศรษฐกิจจึงพยายามส่งเสริมบุตรหลานให้ได้มีการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย เพื่อว่าบุตรหลานจะได้เป็นบัณฑิตเหมือนกับชาวบ้านเขาบ้าง และบัณฑิตทั้งหลายที่ได้ร่ำเรียนมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยก็จะได้รับ “ปริญญา” เป็นปริญญาจากการศึกษาที่แท้จริง การได้รับปริญญาจากการศึกษาที่แท้จริงจึงถูกเรียกว่า “ปริญญา”

            แต่ในอีกกรณีหนึ่งซึ่งสังคมไทยยังไม่คุ้ยเคยนัก ก็คือ “ปริญญากิตติมศักดิ์” (Honorary Degree) เป็นปริญญาที่มอบให้แก่ผู้ที่มีผลงานในชีวิตที่ผ่านมา ผู้ที่ได้สร้างคุณความดีต่อสังคมและประเทศชาติ ผู้ที่มีผลงานทั้งด้านธุรกิจและชีวิตเพื่อสังคมและอีกหลาย ๆ เหตุผลในการประกอบการพิจารณา แต่ทว่ามหาวิทยาลัยโดยทั่วไปถึงแม้จะให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่ใครสักคนจึงไม่ง่ายนัก มิใช่เพราะผู้รับไม่ดีพอแต่เพราะผู้รับไม่มีเงินพอที่จะบริจาคหรือช่วยเหลือมหาวิทยาลัยในจำนวนหลาย ๆ ล้านบาทผู้ที่รับปริญญากิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยทั่วไปจึงน้อยคนนักที่จะไม่จ่ายเงินในจำนวนนับสิบล้านบาท คนในชาติจะได้ ด็อกเตอร์กิตติมศักดิ์สัก 1 ใบ ต้องใช้เงินหลาย ๆ ล้านบาท แล้วคนดีมีผลงานและสังคมให้การยอมรับ แต่ทำไมถูกทอดทิ้งหรือถูกมองข้ามเสียละ...?

            เมื่อมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ได้มีการสถาปนาโดยนักวิชาการที่เป็นคนไทยผู้เป็นต้นคิด ผู้เป็นคนริเริ่มแนวความคิดและทิศทางของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ซึ่งกระบวนการจัดตั้งนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก และมิใช่มีเหตุจำเป็นใดๆ ที่จะต้องนำสิ่งที่ซึ่งเป็นการบริหารจัดการภายใน ของกระบวนการสร้าง “สันติภาพโลก” ในรูปแบบของมหาวิทยาลัย  ให้ใครต่อใครฟัง ดังเช่นมหาวิทยาลัยทั่วไปก็เช่นเดียวกัน สิ่งใดที่เป็นสิ่งที่จะต้องทำการประชาสัมพันธ์ สิ่งใดที่จะต้องรักษาไว้เป็นความลับภายใน ก็ย่อมถือเป็นมาตรฐาน การบริหารของแต่ละสถาบัน

            มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก กับกระบวนการสร้างและพัฒนาบนพื้นฐานของแนวความคิดที่แปลกใหม่ และโดนใจคนในสังคม ที่เห็นด้วยกับแนวทางในการสร้างความภาคภูมิใจ สร้างความมั่นใจ สร้างคุณค่าให้แก่ “ผู้รับปริญญากิตติมศักดิ์ทุกคน” เพราะเป็นเจตนาที่ดี และแน่นอนว่า กระบวนการดำเนินงานมิได้หยุดอยู่กับที่มิได้ท้าทาย หรือ ทำลายระบบกฎหมายของประเทศไทย ในส่วนที่เกี่ยวข้อง แต่การดำเนินงานสร้างซึ่งแปลกใหม่ ที่มีคนไม่เข้าใจมหาวิทยาลัย ก็ต้องพยายามสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นแก่สังคม ถึงแม้ไม่เร็ว ก็ช้า แต่ดีกว่าไม่มีการ ขยับเขยื้อน เคลื่อนไหว อะไรเลย
ความเคลื่อนไหวของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก นับแต่ที่ทางมหาวิทยาลัย ได้มอบปริญญาดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ แก่บุคคลสำคัญต่างๆ ที่หลากหลาย ถือว่าเป็นสิทธิที่มหาวิทยาลัยกระทำได้ และถือว่าเป็นความดีที่มอบให้แก่สังคม เป็นแนวความคิดที่ได้ถูกนำมาปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุจูงใจในการเริ่มสร้างสันติภาพ ตามกระบวนการและขั้นตอนที่จะต้องดำเนินต่อไปอย่างมีวิวัฒนาการ  การพัฒนาของแนวความคิดนี้ จึงเกิดแนวร่วมจาก ผู้ที่ได้รับดุษฎีบัณฑิต อย่างกว้างขวาง เช่น เกิดเป็น มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก แห่งปากีสถาน เกิดเป็น สาขาที่โตเกียว  เกิดเป็นสาขาที่กัวลาลัมเปอร์  เกิดเป็นสาขาที่ดูไบ  เกิดเป็นสาขาที่เท็กซัส  และจะเกิดเป็นสาขาที่แอฟริกาใต้ และจะเกิดแนวร่วมดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขาสันติภาพโลก ขึ้นอีกในหลายๆ แห่งของโลก และโดยเฉพาะในประเทศไทยนั้น มหาวิทยาลัยยังมีความมุ่งมั่นก่อให้เกิดเป็นองค์กรแห่งสันติภาพภายใน หลากหลายสาขา แนวทางของมหาวิทยาลัย เป็นเพียงแนวทางหนึ่งเท่านั้น

            การที่มหาวิทยาลัยถูกโจมตีให้ร้าย เกิดจากบุคคลเพียงคนเดียว ที่พยายามเข้ามาเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย โดยบังเอิญว่าผู้ที่แนะนำเข้ามาขาดข้อมูลที่ครบถ้วนเกี่ยวกับพฤติกรรมของบุคคล โดยการสำคัญผิด ได้รับข้อมูลที่ผิดพลาด เกี่ยวกับพฤติกรรมและอาชีพของผู้รับปริญญา “กิตติมศักดิ์”  คิดว่าเป็นสื่อมวลชนจริงๆ ดังเช่น สื่อมวลชนอาชีพคนอื่นๆ แต่ผู้ที่รับปริญญา กิตติมศักดิ์ กลายเป็นมิจฉาชีพที่ พยายามสร้างภาพดูคล้ายผู้มีอำนาจ มีอิทธิพล และมีสื่ออยู่ในมือ คนดีๆ ผู้ที่พยายามสร้างมหาวิทยาลัยเพื่อมุ่งให้โอกาสแก่ผู้ด้อยโอกาส จึงให้โอกาสและมอบปริญญาบัตรให้แก่นาย แสบสันต์ ประสาทเสื่อม ผอ.เบาะเสีย ต่อมาภายหลังทางคณะผู้บริหาร มหาวิทยาลัยทราบว่า นาย แสบสันต์  ประสาทเสื่อม มิได้ เข้ามาในมหาวิทยาลัยแบบบุคคลที่ได้รับปริญญาโดยทั่วไป แต่มีพฤติกรรมที่เป็นมิจฉาชีพ และมิใช่เป็นคนดีตามการวิเคราะห์เบื้องต้น ทางอธิการบดีผู้ก่อตั้งจึงทำการแจ้งยกเลิกปริญญากิตติมศักดิ์ จากนายแสบสันต์  ประสาทเสื่อม ถ้าจะสังเกตในพฤติกรรมต่าง ๆ ย้อนหลังเกี่ยวกับนายแสบสันต์  ประสาทเสื่อม เกี่ยวกับการพยายามอ้างตนเป็นคนวงการนักข่าวที่คิดว่าชาวบ้านหรือใคร ๆ ต้องกลังเกรง

            ดูพฤติกรรมย้อนหลังไปในอดีตของสื่อเทียมกระดาษเปื้อนหมึกและคนชนิดนี้มักจะแอบอ้างอวดโอ๋เป็นผู้มีอำนาจ อำชาวบ้านแถบต่างจังหวัด (ไม่กล้าในเมืองใหญ่) และนำชื่อผู้ใหญ่มาแอบอ้างบางคนก็ยืนยันว่าไม่เคยมีหนังสือยินดีรับเป็นที่ปรึกษาแต่ประการใด มีผู้มีชื่อเสียงบางท่านพอรู้ว่า นายแสบสันต์  ประสาทเสื่อม มีพฤติกรรมไม่ดีเขาจึงยืนยันว่าเขาไม่เคยเป็นที่ปรึกษาเช่นคุณยอดชาย เมฆสุวรรณ สำหรับ พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ นั้น ท่านก็ไม่ยืนยันว่ามีเอกสารเป็นที่ปรึกษาหรือไม่ว่าแต่ว่าตอนนี้ แสบสันต์ ประสาท พยายามนำชื่อของท่าน พลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ มาเป็นเครื่องมือโจมตีมหาวิทยาลัยฯ ซึ่งนายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม ขาดความเข้าใจไปว่าสาเหตุแห่งการคืนปริญญาบัตรต่อมหาวิทยาลัยนั้นเป็นเรื่องความขัดแย้งส่วนตัวระหว่างท่านกับอธิการบดีผู้ก่อตั้ง
            อย่าลืมว่า ท่านพลเอกกิตติศักดิ์ รัฐประเสริฐ คืนปริญญา (และต่อมาอธิการบดีผู้ก่อตั้งคู่กรณีได้ออกจดหมายยกเลิกปริญญา) เป็นเรื่องของบุคคลเพียง 2 คน)

            แต่มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก เป็นเรื่องของคนจำนวนมากและมีนายทหาร นายตำรวจ ระดับสูงและผู้ทรงคุณวุฒิทางสังคมจำนวนมาก ยังคงยินดีกับปริญญาบัตรที่ได้รับจวบจนถึงวันนี้ นายแสบสันต์ ประสาท ได้มีเป้าหมายที่จะทำลายมหาวิทยาลัยในทุกรูปแบบ ซึ่งเป็นการสะท้อนภาพให้เห็นถึงกมลสันดาลของมิจฉาชีพที่แท้จริง ความทนงค์หลงตัวพยายามสร้างความกลัวให้แก่ผู้ที่ไม่ยอมสยบจึงเป็นสติปัญญาที่ตื้นเขินที่กำลังล้าหลัง ก้าวไม่ทันความเจริญก้าวหน้าทั้งการศึกษาแห่งโลกยุคใหม่และการยกระดับจิตใจให้บริสุทธิ์และสูงส่ง

            ความมั่นคงในความถูกต้องที่แท้จริงจึงมักจะถูกปิดเบือนจากนายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม ความชำนาญในการบิดเบือนข้อเท็จจริง การลงข้อความโจมตีจึงมีให้เห็นอย่างเด่นชัดว่าไร้ปัญญาที่จะเดินหน้าสู่ความเจริญก้าวหน้าแห่งชีวิต จิตใจมีแค่เพียงคำกล่าวหา “ปริญญาเถื่อน” “มหาวิทยาลัยเถื่อน” “ฉ้อโกงประชาชน” “ผิดกฎหมายมาตรานั้นมาตรานี้” ฯลฯ และมักจะตามไปด้วยผลงานจับพระ , จับแม่ชี แม้ทุกวันนี้ก็ยังพยายามทำทุกวิถีทางที่ไปยุแหย่พระและภิกษุณี และโทรหาดารา นักร้องบางคนแต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ

            คำกล่าวหาต่าง ๆ นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อมไม่มีอะไรใหม่ไปกว่านี้และเขาลืมไปว่าคำกล่าวหาต่าง ๆ จากสิ่งใหม่ที่ นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม ขาดสติปัญญาพอที่จะรับรู้หรือตามทัน มันจึงเป็นคำกล่าวที่วกวน เลื่อนลอย ซึ่งก็ไม่ค่อยมีใครให้ความสำคัญมากมายนัก ยกเว้น สมาชิกหรือแนวร่วมที่อยู่ในกลุ่มก๊วนและแก๊งเดียวกัน นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม จึงเป็นบุคคลเพียงคนเดียวที่เริ่มต้นกุข่าวสร้างเรื่อง และมีสมาชิกของแก๊งคอยรับลูก ส่งต่อกันไปเพราะความเป็นมิจฉาชีพที่ทำจนเคยชิน
            แต่สำหรับมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม “เคี้ยวไม่ออก” “ล้มไม่ลง” “ล้วงไม่ถึง” “ตามไม่ทัน” ไม่ว่า นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม จะกล่าวหาว่ามหาวิทยาลัยเป็นประการใด ก็มิได้มีผลให้มหาวิทยาลัยต้องสะดุดหยุดลง มีแต่จะได้รับการสนับสนุนจากบุคคลหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพราะแนวคิดเรื่องการศึกษาจึงเป็นแนวคิดของความก้าวหน้า

            แต่แนวคิดชั่ว อยากทำมาหากินกับแนวทางการศึกษาในทางชั่วที่ นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม ได้ลงมือทำแล้วไม่สำเร็จแล้วพยายามอธิบายเฉไฉแบบไร้กระบวนท่า จึงเป็นสิ่งที่สังคมควรประนามและจะต้องกำจัดบุคคลที่เป็นเชื้อโรคของสังคมเช่นนี้ให้จบสิ้นไป ประเด็นใดที่ถูกกล่าวหาที่ไร้หลักฐานจากพื้นฐานของความชั่ว ก็ควรจะเป็นประเด็นขึ้นสู่ศาลตามขั้นตอนอีกยาวนาน แต่ยังไม่มีประเด็นใดเลย แต่ผู้ชี้คือศาลคำว่าอาจจะเข้าข่ายเป็นเพียงอาจจะ แม้กระทั่งการแจ้งความร้องทุกข์ก็เช่นเดียวกันสุดท้ายคือศาล ร้องทุกข์แล้วตำรวจยังไม่ทันสอบสวนเลย นายแสบสันต์ ก็รีบนำใบบันทึกประจำวันมาลง Facebook เพื่อหมายจะประจานให้ผู้ถูกแจ้งความเสียหาย และนั่นคือจุดจบขาย นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม เพราะกลายเป็นเรื่องเดียวแต่มีความผิดอย่างน้อย 5 กระทางความผิด เรื่องแรกที่ผู้เสียหาย ซึ่งเป็นผู้ที่ทำงานเหน็ดเหนื่อยด้วยแรงกายแรงใจและทุนทรัพย์ เพื่อเป้าหมาย และอุดมการณ์แห่งสันติภาพโดยแท้จริง ประเด็นข้อกล่าวหามหาวิทยาลัยฯ ก็ให้เป็นประเด็นที่เป็นคดีสู่ศาลแล้วให้ศาลตัดสิน “คำว่าอาจจะเข้าข่ายฉ้อโกงก็แปลว่ายังไม่เข้าข่ายแต่นายแสบสันต์ พยายามทำให้เข้าข่าย” การหมิ่นประมาทผู้อื่น...ด้วยการโฆษณา “นั่นคือเรื่อง” เร่งด่วนที่ผู้บริหารทุกคนไม่ยอมโดยเด็ดขาด

            คดีเปิดเผยความลับของการราชการ....ชัด ๆ คือการที่นำเอกสารการแจ้งความมาลง Facebook โดยที่ยังไม่ทันข้ามวัน (เพราะคงตื่นเต้นกับความชั่วที่ยังคงเห็นกงจักรเป็นดอกบัว) ซึ่งไม่มีคนมีความรู้ มีจิตใจสูง คนไหนเขากระทำกันเช่นนั้น นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม จึงไม่มีความสำคัญพอที่จะให้ใครต่อใครในสังคมเชื่อถือได้อย่างบริสุทธิ์ใจเพราะไม่มีใครในประเทศนี้ที่จะมีพฤติกรรมต่อต้านหรือทำลายเป้าหมายเพื่อส่วนรวมของกลุ่มนักวิชาการที่มีวุฒิภาวะทั้งการศึกษาและสภาพจิตใจที่สูงพอที่จะขับเคลื่อนให้สถาบันด้านสันติภาพ “เพื่อมนุษยชาติ” จึงเป็นสิ่งที่น่าเสียใจและเสียดายที่คนเรียกตนว่าเป็นคนไทยแต่ไร้ความคิดไร้ความสำนึกดี ไร้วิธีแห่งการมองโลกให้กว้างไกล ไร้จริยธรรม ไร้คุณธรรม ไร้มารยาท ไร้องค์กรที่สังคมควรจะให้การยอมรับ ไร้อาชีพที่บริสุทธิ์ ไร้ปัญญาที่จะปรับวิถีชีวิตใหม่คงจะต้องให้ นายแสบสันต์ เปิดพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ดูคำว่า “สันติภาพ” “มหาวิทยาลัย” “ปริญญากิตติมศักดิ์” “ฉลาด” “โง่” “คลุ้มคลั่ง”

                                                                                    ดุษฎีสีขาว 

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เสฃสัณฑ์ ปะเสิด ผอ.เบาะทรุด ประสาทเสื่อม แบบที่สังคมมิควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง


เสฃสัณฑ์  ปะเสิด  ผอ.เบาะทรุด ประสาทเสื่อม
แบบที่สังคมมิควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

            เมื่ออ่านบทความตามที่คุณเคียว คมกระบี่ ได้เขียนและความเดิมของคุณรักเกียรติ สำนึกดี ทำให้เราคิดถึงวิวัฒนาการด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในหลายๆ ด้าน แต่เราจะมุ่งเน้นไปในด้านการพัฒนา ความคิด ของ นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด   ผอ.เบาะทรุด ที่พยายามขุดคุ้ยความว่างเปล่า ของความไม่ดีของมหาวิทยาลัยสันติโลก ก็คือขุดคุ้ยเท่าใดก็หาซากแห่งความไม่ดีหรือเจตนาที่ไม่ดีของมหาวิทยาลัยนั้น แทบจะไม่มีให้เห็น ทั้งนี้เพราะเหตุแห่งแรงจูงใจที่กำหนดให้มีชื่อว่า มหาวิทยาลัยสันติโลก นั้นเป็นการคิดและมองไกล ไปสู่โลกกว้าง ท่ามกลางความขัดแย้ง การเข่นฆ่าและทำลายมนุษย์ด้วยกัน
            เหตุฉะนั้นพันธกิจของมหาวิทยาลัยฯ เพื่อมนุษย์ชาติ จึงเป็นเรื่องใหม่ที่มีรากฐานทางความคิดมาจากผู้ที่มีประสบการณ์ด้านอารยะประเทศ แห่งโลกที่ผู้นำทั้งหลาย ต่างมุ่งหาความมีสันติภาพ การดำเนินงานด้านมหาวิทยาลัยแห่งโลกยุคใหม่จึงเป็นสิ่งที่น่าท้าทาย สำหรับนักวิชาการที่มีความคิดเปิดกว้าง และกล้าหาญที่จะดำเนินการให้สังคมไทยและสังคมโลกได้มีทางเลือกใหม่ เพิ่มเติมจากระบบและรูปแบบเดิมๆ ที่ไม่มีอะไรใหม่ไปกว่า กรอบความคิดของคนที่เดินในทางแคบและพึงพอใจที่จะเป็นเช่นนั้น โดยมิได้มองไกลไปในวันข้างหน้าว่าเส้นทางแคบที่กำลังเป็นอยู่นั้น กำลังจะเป็นปัญหา และอุปสรรคในการพัฒนาสังคม ที่ควรจะขยายเส้นทางเดิน ทางด้านการศึกษาให้กว้างขึ้น การศึกษาที่ไม่จำกัดรูปแบบและขอบเขตที่ถูกจำกัดทั้งด้านวิธีการและความรู้ที่หลากหลายประกอบกับการยอมรับยกย่องเชิดชูผู้ที่มีผลงาน อันเป็นประสบการณ์จากการปฏิบัติจริงที่เป็นสิ่งซึ่ง ช่วยให้สังคมได้พึ่งพาอาศัยได้นั่นคือ การเปิดกว้างและกล้าหาญ ที่ดำเนินการของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก โดยเฉพาะกิจกรรมนำร่องที่ทางมหาวิทยาลัย กำลังดำเนินการอย่างต่อเนื่อง นั่นคือการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ (Honorary Degree)  สาขาสันติภาพโลก (World Peace) ด้านต่างๆให้แก่บุคคลสำคัญอย่างมากมาย อันเป็นการนำมาซึ่งความสุขและความภาคภูมิใจของผู้ที่ได้รับและญาติสนิทมวลมิตรรอบข้าง
            ท่ามกลางความสนใจของสังคมเกี่ยวกับการมอบปริญญากิตติมศักดิ์ดังกล่าว ก็มีผลสะท้อนออกมาทั้งในด้านบวกและลบ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา สำหรับสังคมแบบเปิด ดั่งเช่นสังคมไทย แต่ส่วนใหญ่และส่วนมากที่สุด จะมีท่าที่ร่วมยินดีและสนับสนุนมหาวิทยาลัย ที่มิใช่เป็นความใฝ่ฝันเพียงแค่อุดมคติ ที่มีผู้คนรอคอยมาเป็นเวลาช้านาน แต่วันนี้มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ได้ดำเนินการให้อุดมคติ ของคนดี คนมีประสบการณ์จริง ปรากฏผลเป็นรูปธรรมและทำได้และสมควรขยายวิธีการ ให้กระทำต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง
            กระแสต่อต้านจากกลุ่มนักวิชาการจริงๆจึงไม่มีมากนัก เพราะคำว่านักวิชาการ นั้นมันบ่งบอกให้รู้อยู่ว่าควรเป็นผู้มีความคิดเปิดกว้าง ไม่ควรมีอคติต่อความคิดหรือวิธีการที่ไม่เหมือนตน เพราะผู้เรียน จะอยู่ในรูปแบบของผู้อ่าน ผู้ศึกษาค้นคว้า หรือผู้ที่เข้ามาเป็นศิษย์ของนักวิชาการแต่ละคนนั้น ศิษย์ของครูอาจารย์ก็ถือว่าเป็น สิ่งปกติ ดังนั้นนักวิชาการจึงย่อมจะยอมรับฟังทั้ง สิ่งที่ตนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย นั่นคือนักวิชาการที่ไม่ผูกติดอยู่กับความคิดของตนแต่เพียงอย่างเดียว
            ในขณะเดียวกัน สำหรับนักวิชาการที่มีปฏิกิริยาต่อต้านแนวทางของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ก็ย่อมเป็นสิทธิส่วนบุคคลเช่นเดียวกัน แต่ถ้าจะพิจารณาให้ลึกถึงแก่นแท้แห่งความคิดของนักวิชาการผู้ต่อต้านแล้ว ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ที่ยึดถือตัวตนเป็นอัตตา คือมักจะบ่นว่า เอ๊ะที่เราเรียนมาแทบตายกว่าจะได้ปริญญา และตำแหน่งวิชาการ นั้นก็ต้องสร้างผลงานทางวิชาการอย่างเหน็ดเหนื่อย นั่นก็เป็นสิ่งที่จริง และใช่สำหรับผู้ที่มีมุมมองเช่นนั้น แต่มิได้หมายความว่า... เรื่องของผู้นั้นจะไปปิดกั้นเรื่องของผู้อื่น อาจจะมีเรื่องเล่าที่ไม่เข้ากันมากมายนักกับเรื่องทางวิชาการ แต่ก็น่าจะนำมาเปรียบเทียบ เพื่อประเทืองความคิด แล้วต้องไปประดิษฐ์ประดอยความหมายเอาเองแล้วกัน...... นั่นก็คือการที่มีคนสำรวจพบสถานที่ท่องเที่ยวอันสำคัญบนภูเขาสูง ผู้ค้นพบชุดแรก ก็ต้องเดินทางฝ่าฟันอันตรายด้วยความยากลำบาก กว่าจะไปถึงจุดหมาย
            ผู้ค้นพบเพิ่มเติมจากสถานที่ซึ่งมีอยู่เดิมแล้วก็สะดวกขึ้นเพราะ ชุดแรกได้ทำแนวทางนำร่องหรือสร้างรอยไว้ให้ สังเกตเพื่อการเดินทางครั้งต่อไป จะได้ง่ายขึ้น
            ผู้ค้นพบเพิ่มเติมจากชุดที่สองก็ย่อมมองเห็นอะไร ที่ง่ายและชัดเจนยิ่งขึ้น และได้มีโอกาสพัฒนาอะไรเพิ่มเติมอีกมากมาย ณ จุดหมายแห่งนั้น
            ผู้ค้นพบชุดต่อไปก็คือผู้ที่คิดสร้างสรรค์อะไรแปลกใหม่เพิ่มเติม ทั้งเรื่องของเส้นทางเดิน แห่งการเรียนรู้ระหว่างเส้นทางเดินและกิจกรรมสร้างสรรค์จากความคิดของคนรุ่นใหม่ ยุคใหม่ ให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้อื่นได้เรียนรู้และเกิดวิสัยทัศน์ใหม่ๆ ในจุดหมายนั้น และในที่สุดก็มีการให้บริการสู่จุดหมายโดยการใช้เฮลิคอปเตอร์ โดยการใช้กระเช้าไฟฟ้า โดยการใช้รถยนต์หรือเครื่องจักรกลชนิดอื่นในการสร้างเส้นทางขึ้นไปสู่จุดหมายปลายทาง
            ตัวอย่างดังกล่าวต้องการอธิบายว่าผู้สร้างผู้บุกเบิก แต่ละยุคสมัย เผชิญกับความยากลำบากที่แตกต่างกัน แต่ทุกคนก็ได้เรียนรู้ประสบการณ์ระหว่างเดินทางที่แตกต่างกันและความสุขในสิ่งที่ได้พบเห็น ณ จุดหมาย ที่แตกต่างกันผู้ที่เดินเท้า จะนำประสบการณ์เพียงแค่ระดับสายตารอบด้าน จะไปต่อต้านหรือคุยข่มผู้ที่ขึ้นกระเช้าหรือขึ้นเฮลิคอปเตอร์ในการเดินทางก็ไม่ได้ และในทำนองเดียวกัน ผู้ที่เดินทางด้วยกระเช้า และเฮลิคอปเตอร์ก็ไม่ควรจะคุยข่มผู้เดินทางสู่จุดหมาย ด้วยการเดินเท้าเช่นเดียวกัน เพราะต่างคนต่างยุคต่างวิธีการ แต่ทุกคนย่อมมีสัญชาตญาณเป็นของตน สิ่งที่คนแต่ละคน สะท้อนออกมาที่พอจะสามารถ ให้ผู้อื่น เข้าใจในสัญชาตญาณบางอย่างได้ ก็คือการถ่ายทอดความคิด ออกมาทางสังคม นั้นเอง ความแตกต่างในเรื่องวิธีการเดินทางสู่จุดหมาย แห่งการสร้างสันติภาพ ไม่ควรจะนำความแตกต่างทางความคิดมาเป็นประเด็นในการทำลายกัน แต่ควรมีการเสริมสร้างกัน ดังนั้นหากการดำเนินการใดที่เป็นในรูปแบบขององค์กร ก็ควรจะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนในรูปแบบขององค์กร และการสร้างคุณความดีที่มีสิ่งดีปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมโดยชัดแจ้ง จะมีองค์กรใดกล้าหาญที่จะขัดขวางหรือทำลาย
            ดังนั้น การดำเนินการของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกเป็นการเดินทางทุกรูปแบบสู่การสร้างสันติภาพ หากมีรูปแบบใดที่แปลกใหม่กว่า ก็สามารถนำมาร่วมมือกัน เพื่อสู่เป้าหมายอันสำคัญร่วมกัน ถึงแม้จะมีแนวคิดสู่เป้าหมายเดียวกันแต่แตกต่างกันด้านวิธีการ ก็มิได้ถือว่าเป็นสิ่งผิด ทุกองค์กรจึงไม่มีองค์กรใดที่ออกมาต่อต้านมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นทางการ
            ครั้นมาพิจารณาการกระทำและความพยายามของ นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม ที่มุ่งมั่นพยายามทำลาย กล่าวหาให้ร้ายต่อมหาวิทยาลัย และคณะผู้บุกเบิกเส้นทางสู่มหาวิทยาลัยสันติภาพโลกนั้นจึงเป็นการพยายามของบุคคลที่ไม่มีองค์กรที่เป็นทางการซึ่งสังคมให้การยอมรับ เป็นการกระทำของบุคคลที่ยังเดินทางด้วยเท้า ในช่องทางที่คับแคบ เมื่อวิเคราะห์ความคิดจากเนื้อหาที่ นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม พยายามเขียนยัดเยียด ข้อหาที่ลมๆ แล้งๆ ให้แก่ผู้บริหารมหาวิทยาลัยแล้วใส่ลงไปใน Facebook และโพสต์ต่อๆกันไป โดยที่พยายามอำพรางพฤติกรรมชั่วของตนเองไว้ ผลปรากฏว่า ไม่ใสสะอาดพอที่จะทำให้สังคมเชื่อได้ และเป็นเพียงบุคคลเดียว ที่ไม่สามารถหาทางสว่างแห่งชีวิตให้แก่ตนได้ ใช้พฤติกรรมเก่าที่ไม่เคลียร์ต่อสังคมและสวมรอยผู้เป็นสื่อข่าวอาชีพแต่ไม่สมจริง ประกอบกับอำพรางตนเป็นเหมือนเจ้าหน้าที่ของรัฐ ด้วยปฏิบัติการแย่งซีนเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วมาเล่นจำอวดหลอกชาวบ้าน ทางสื่ออินเตอร์เน็ต ว่าเป็นผู้ปกป้อง ผู้รักความยุติธรรม สารพัดจะอำพราง โดยใช้คำพูดที่อ่านดูแล้ว คล้าย ๆ กับว่า...เป็นพวกดาวร้ายในหนังไทยยุค....นั่งรถจิ๊บ ยิงภูเขา เผากระท่อม อะไรทำนองนั้นแหละ
            คือ.....หมดยุค หนังฟิล์ม 16 ม.ม. หรือ 35 ม.ม. ไปแล้ว
            ยุคนี้เป็นยุคดิจิตอล... ดังนั้น นายแสบสันต์ ประสาทเสื่อม จะใช้สื่อดิจิตอล แต่เนื้อหายังเป็นแบบหนังขาว ดำ ฟิล์ม 16 ม.ม. คงจะเดินหน้าต่อไปได้ยาก
            และสิ่งที่เป็นรางวัลแห่งความชั่ว ความไม่เคลียร์ต่อสังคมว่า ตัวตนที่แท้จริงของตนนั้นเป็นใคร อาชีพอะไร ลูกใคร ชาติตระกูลมีความเป็นมาอย่างไร
            ทุกอย่างกำลังจะถูกเปิดเผยเมื่อตอนเป็นจำเลย 5 คดี 9 จังหวัด เร็วๆนี้ คราวนี้หน้าหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคนดีๆ จะได้ไม่มี ผีหนวดแมวมาปรากฏให้หลอนหลอกอีกต่อไป เพราะคดีนี้...หลายกระทง....ติดคุกนาน ครับผม        อินทรีย์ ทรนงค์    


เสฃสัณฑ์ ปะเสิด กับจุดจบ...บนเส้นทางข่าวสีเทา


เสฃสัณฑ์ ปะเสิด กับจุดจบ...บนเส้นทางข่าวสีเทา

น่าเห็นใจ  ชายไทยผู้มักใหญ่ใฝ่สูงผู้เลอเลิศไปด้วยเรื่องราวที่เป็นที่รู้กันว่ามิจฉาชีพในภาพสื่อจะต้องกลายเป็นผู้ต้องหา  5  คดี  9  จังหวัด
เหตุใดผู้ที่พยายามสร้างภาพแห่งความเป็นคนดีดั่งเช่น นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด  ต้องร้อนรุ่มกลุ้มใจไปตัดพ้อต่อว่า  ผู้สื่อข่าวอาชีพอันเนื่องจากการที่เขาไม่มาในงานแถลงข่าวของนายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด ที่จะแถลงข่าวเรื่องที่ตนแจ้งความเพราะนักข่าวเหล่านั้นเป็นนักข่าวมืออาชีพซึ่งต้นสังกัดของเขาดูดีมีสกุลรุนชาติ  สื่อของเขานั้นคนสมัครเป็นสมาชิกและกล้าควักสตางค์ซื้อได้ด้วยความภาคภูมิใจ  เพราะรูปแบบและเนื้อหาในหนังสือพิมพ์หรือทีวีของเขาเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นมาในราคาของความเป็นคนดีที่มีอุดมการณ์ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น หนังสือพิมพ์หรือ  ผู้สื่อข่าวและรูปแบบของการทำงานของเขานักข่าวเหล่านั้นไม่เหมือนกับพวกโจรอำพราง  “โจรก็คือโจร”  “นักข่าวก็คือนักข่าว”  “ตำรวจก็คือตำรวจ” แต่นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด  เล่นบทเป็นโจรอำพรางบนเวทีลิเกอ้างตัวเป็นนักข่าว  อ้างตัวให้ดูคลุมเครือเหมือนเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐอะไรทำนองนั้น แต่เรื่องราวของชีวิตนั้นหาสาระอะไรไม่ได้  แถมยังอวดอ้างความกล้าหาญว่าถ้าพ่อของผมทำผิดผมก็จะจับพ่อ...  อ้าว...แล้วคุณมีอาชีพอะไร  ตำรวจก็ไม่ใช่  เป็นแค่หัวหน้า  รปภ.  บริษัท  เบาะเสื่อม  แล้วจะไปจับใครจึงพยายามกล่าวอ้างถึงความเด็ดเดี๋ยว  “ จับพ่อ ”  คนที่กระทำเช่นนี้ที่ปรากฏให้เห็นเป็นส่วนใหญ่มักจะเป็นพวก  “ เมายาบ้า ”  เท่านั้นแหละครับ
แต่ก็เอาเถอะจะอย่างไรก็ช่างว่าแต่ว่าก่อนอื่น  ท่านผอ.เบาะทรุด  ต้องตอบต่อสังคมให้ได้เสียก่อนว่า   คุณมีสิทธิอะไรที่พยายามอ้างว่าจะเอาเงินจากท่านอาจารย์สวัสดิ์  บันเทิงสุข  อธิการบดีผู้ก่อตั้ง  มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก  จำนวน  500,000  บาท  ไปคืนให้กับผู้เสียหายทั้ง ๆ ที่ไม่มีใครเป็นผู้สียหายแล้วทำไมอยากเป็นอธิการบดีเสียเอง จะเป็นอธิการบดีแทนอาจารย์สวัสดิ์  และจะมีคู่หูอ้วนเอ๋อเป็นนายทะเบียนใหญ่แทนนายศุภณัฐ และจะเป็นผู้เฝ้าระวังของมหาวิทยาลัย  ( ระวังภัยจากความคิดของตัวเองว่าจะอยู่กับบัณฑิตหรืออยู่กับโจรดี )
โดยสรุป...นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด  ก็ติดกับดักในหลุมพรางของตนเองเข้าอย่างไม่มีวันดิ้นหลุดเข้าให้แล้ว  บทบาทที่ชอบเสาะหาและกล่าวหาเหยื่อ โดยหาช่องว่างอ้างข้อหาแบบทนายในวงเหล้า  แต่พอเอาเข้าจริง ๆ  เป็นนักกฎหมายเทียม.... ทุกอย่างที่อ้างว่าทำความดี  สุดท้ายก็เพียงเพื่ออำพรางความผิดที่ตนสะสมไว้เท่านั้นเอง  ความในทางคดีอาญานั้นการกระทำโดยเจตนา  ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของผู้ที่จะต้องรับโทษในทางอาญา  คือการรู้สำนึกของการกระทำและในขณะเดียวกันผู้กระทำย่อมประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้น  พฤติกรรมโดยเนื้อหาที่นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด  ไปร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่กองปราบนั้น  เป็นเรื่องที่ผิดไปจากความจริงเป็นการกล่าวหาเพียงเพื่อทำให้มหาวิทยาลัยและผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 6 คน ให้ได้รับความเสียหายซึ่งไม่เป็นความจริง  ( ก็เท่ากับเป็นเท็จ )  และ นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด  ก็มิได้เป็นผู้เสียหายที่แท้จริงในเรื่องนี้ ( เป็นเพียงผู้ผิดหวังจากการกรรโชคทรัพย์ของอาจารย์สวัสดิ์  แล้วโดนจับได้ไล่ทันจึงโกรธแล้วรีบเฉไฉไปในแนวทางอื่นเพื่อให้คนหลงเชื่อ )  แต่ความจริงปรากฏว่าพวกที่หลงเชื่อก็เป็นพวกประเภทเดียวกัน  คือวันทั้งวันไม่ต้องทำอะไรกิน  อาชีพก็ไม่มีชัดเจนแต่ที่ชัดเจนคือ  คอยเฝ้าจ้องหาเหยื่อ คอยทำลายเหยื่ออยู่ตามหน้าจอคอมพิวเตอร์ดังที่ได้เห็นกันอยู่ไม่เว้นวันไม่มีสิ่งใหม่ไม่มีเนื้อหาความรู้ในเนื้อหาบทสนทนาและการโฆษณาชวนเชื่อก็คือ  จับแม่ชี  จับพระ...ทั้ง ๆ ที่ท่านเหล่านั้นเสียชีวิตไปแล้ว  ก็ยังนำเรื่องราวมาโฆษณาหลอกหากินไปวัน ๆ  ในสังคมของผู้ที่เจริญแล้ว  ใครเขาจะยอมรับในพฤติกรรมของคนประเภทนี้  นี่คือเหตุผลว่า  ทำไมนักข่าวอาชีพ  เขาจึงไม่ให้ความร่วมมือ นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด  แล้วยังไปตีโพยตีพายต่อว่าเขาอีก  ก็ในมือคนทั่วไปยังไม่รู้จักเลยว่า  ตัว นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด  คือใครแล้วมีวิธีคิดที่กล้าเปิดเผยว่าถ้าพ่อทำผิด  ผมก็จะจับพ่อ  แสดงว่า นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด  ยังไม่รู้จริง ๆ เลยว่าพ่อเป็นใครแค่นี้แล้วจะอ้างอะไรบอกว่าที่กระทำเพื่อสังคม  กระทำเพื่อประเทศชาติทุกอย่างเป็นพฤติกรรมอำพราง
คนที่มีวุฒิภาวะเพียงพอใครเขาจะเอา เข็มนั่น ใบประกาศนี่นิด ๆ หน่อย ๆ มาอวดโชว์  และโต๊ะนั่งทำงาน  มาอวดลงใน  Facebook  แบบนี้  คนดี ๆ  ของสังคมคนที่เขามีวุฒิภาวะเขาก็มองออกซิว่าหมอนี่คงจะมีปมด้อยในชีวิตต้องการเรียกร้องให้ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างรุนแรง  ดังนั้น นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด  น่าจะลองไปพบแพทย์  เพื่อตรวจสอบสภาพจิตดูว่า  จะต้องไปพักรักษาตัว  หรือต้องกินยา  หรือเข้ารับการฟื้นฟูสภาพจิตใจอย่างไรนั้นก็ว่ากันไป
ว่าแต่ว่าที่แน่ ๆ คือ  5  คดีใน  9  จังหวัดที่ทางผู้เสียหายซึ่งเป็นคณะผู้บริหารของมหาวิทยาลัยฯ จะไปร้องทุกข์ในกรณีที่ถูกกล่าวหาด้วยข้อความอันเป็นเท็จ  และเป็นการหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาต่อบุคคลซึ่งเป็นผู้บริหารของมหาวิทยาลัย  ทั้ง  6  ท่านนั้นต้องดำเนินคดีแน่นอน  และเป็นความผิดที่สำเร็จซึ่งมีหลักฐานอย่างชัดเจน
คราวนี้เพียงแค่การไม่ไปรายงานตัวตามหมายเรียกของเจ้าพนักงานในแต่ละจังหวัด  ก็จะเจอหมายจับอย่างแน่นอน (ของจริง)  มีคนพยายามขอร้องต่อผู้ใหญ่ทั้ง  6  ท่าน  ว่าอย่าดำเนินคดีเลย  แต่ท่านเหล่านั้นก็ไม่ยอมโดยเด็ดขาดเพราะเขาถือว่า  นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด  ได้มีเจตนากระทำเช่นนั้นจริง  แต่ท่านเหล่านั้นก็เปิดทางให้ทางเดียวที่จะไม่ดำเนินคดีคือ  ต้องมีใบรับรองแพทย์แสดงต่อศาลว่า  เป็นบุคคลผู้วิกลจริต ( บ้า ) เท่านั้น  จึงจะไม่ติดใจเอาความ  และผู้ใหญ่ทั้ง  6  ท่าน  ได้สรุปพร้อมกันแล้วว่า  ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง  ( บ้า )  ก็จะถอนฟ้องทุกคดี  เพราะ  ถ้าใครดำเนินคดีกับคนบ้า  คนนั้นก็น่าจะเป็นหนักกว่าผู้ถูกดำเนินคดี
ว่าแต่ว่า........ จะบ้าจริง  หรือบ้าเทียม  แบบโจรอำพรางเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ หรือมิจฉาชีพทำตัวเป็นนักข่าว  ดังนั้นเหตุที่นักข่าวแท้ไม่ร่วมสังฆกรรมในวันแถลงข่าวที่ นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด คาดหวังเพราะนักข่าวอาชีพเขารู้ความจริง การถูกดำเนินคดีต่างกรรมต่างวาระใน 5 คดี 9 จังหวัด จากผู้ถูกกล่าวหาด้วยข้อความอันเป็นเท็จโดย นายเสฃสัณฑ์  ปะเสิด   ผอ.เบาะทรุด ก็ถึงจุดจบแห่งความเป็น...ตำรวจปลอม นักข่าวเทียม...แต่ชั่วแท้...ปิดถนนสื่อเท็จ นักข่าวเทียมด้วยการละฉะนี้

ดาบสองคม