วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

การเรียนการสอนที่ไม่จำเป็นต้องเป็นสถาบันการศึกษาเสมอไป


ในแวดวงการศึกษาหรือการหาความรู้ โดยผู้ที่มีความเข้าใจว่า การให้ความรู้ แก่ผู้อยากรู้นั้นสามารถสร้างเป็นสถาบันหรือตัวบุคคลก็ย่อมได้ เช่นครูสอนดนตรีที่ไปสอนให้ผู้ประสงค์ที่จะเรียนถึงที่บ้าน เช่น ครูสอนภาษาจีน ครูสอนภาษาอังกฤษ และวิชาอื่นๆ ซึ่งครูเหล่านั้นจำนวนไม่น้อย อาศัยประสบการณ์ของตนในการสอน เมื่อสอนแล้วผู้เรียนก็ได้รับความรู้และสามารถนำไปใช้ต่อยอดได้จริง ทั้งๆ ที่มิได้ทำในนามของสถาบันก็ให้ความรู้แก่ผู้เรียนได้ สำคัญอยู่ที่ว่า ผู้เรียนจะเรียนเพื่อเอาความรู้หรือหรือเรียนเพื่อเอาเอกสารรับรองความรู้เท่านั้นเอง

มีสถานศึกษาหลายแห่งที่ได้จัดตั้งเป็นสถาบันติว บางแห่งก็จดทะเบียนเป็นกิจจะลักษณะและบางแห่งก็ไม่ได้จดทะเบียนแต่ผู้สอนเป็นครูผู้รู้จริงมีความสามารถจริงนักเรียนที่ไปเรียนก็ได้ความรู้จริง สามารถนำมาใช้ในการเรียนในขั้นต่อไปได้ มีการให้ความรู้แก่ผู้คนอีกมากมายที่ผู้ให้วิชาความรู้เป็นผู้ที่มีความชำนาญการ เช่น การตัดเย็บเสื้อผ้า การตัดผม การเสริมสวย สถานที่เหล่านั้นเขาสามารถสร้างคนให้มีความรู้ไปประกอบอาชีพได้ บางแห่งก็จดทะเบียนเพื่อออกใบประกาศนียบัตรให้แก่ผู้ที่เรียนจบไปแล้ว และสถาบันฝึกอบรมวิชาการป้องกันตัว รวมทั้ง สถาบันการฝึกอบรมการรักษาความปลอดภัย การบรรเทาสาธารณภัย ก็มีการดำเนินการกันอย่างมากมาย ที่จดทะเบียนเป็นสถาบันการศึกษา โดยแท้จริงมีไม่ถึง 5 โรงเรียนทั่วประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานจำนวนมากเขาก็จัดตั้งโรงเรียนขึ้นมาเอง นอกจากลักษณะดังกล่าวแล้วเกือบจะไม่มีอีกเลย

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ วิชาการด้านการตลาดในปัจจุบัน ธุรกิจเครือข่ายขายตรงได้เกิดขึ้นอย่างมากมาย หลายร้อยบริษัท และแต่ละบริษัท ก็มีวิชาการสอน การฝึกอบรมให้คนของเขาสามารถทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จได้ ซึ่งสถาบันเหล่านั้นก็ไม่ต้องไปจดทะเบียนเป็นสถาบันการศึกษาใดๆ เลย โดยเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่ ที่เป็นธุรกิจเครือข่ายระหว่างประเทศในขณะนี้ ทั้งที่เป็นของทางอเมริกาและยุโรป ใช้หลัก การศึกษาอบรมผู้นำ ทางธุรกิจ และให้ความรู้ทั้งการสัมมนา ภายในประเทศ  นอกประเทศ  และ ทางออนไลน์ ในรูปแบบของ มหาวิทยาลัยของเขาเอง โดยใช้ชื่อบริษัทเป็นชื่อของมหาวิทยาลัยไปพร้อมๆ กัน
ยิ่งในแวดวงผู้สอนศาสนาทั้งหลาย เช่น ทางศาสนาคริสต์ หรือ ศาสนาอิสลาม เขามีการสอนและฝึกคนของตนเพื่อให้เป็นผู้สอน ผู้ประกาศศาสนา ซึ่งเขาก็มีการยอมรับและให้เกียรติกันในแวดวงของเขาเอง การยอมรับและให้เกียรติต่อผู้ที่ได้สำเร็จการศึกษาอบรมในสถาบันของเขา ก็ทำให้มีเกียรติและเกิดคุณค่าต่อผู้ที่ได้รับใบประกาศนียบัตร ทั้งๆ ที่สถาบันเหล่านั้น มิได้มุ่งหมายที่จะขอมาตรฐานจากหน่วยงานของทางราชการเพื่อให้รับรอง เพราะเขามีมาตรฐานที่เขายอมรับกันอยู่แล้ว แต่ถึงแม้จะขอก็ยากที่จะได้รับ ให้เขาเข้ามาอยู่ในรูปแบบของมหาวิทยาลัยที่ทางราชการกำหนด และ วิชาการก่อการร้ายที่กำลังเป็นผลให้เกิดขบวนการก่อการร้ายทางจังหวัดชายแดน ภาคใต้ ของประเทศไทยก็เช่นกัน คนเหล่านั้นเขาไปเรียนมาจากต่างประเทศ และมาฝึกอบรมเยาวชนกันต่อทั้งในป่าและในสถานที่ ที่มีการสอนศาสนาโดยที่ไม่อาจจะเปิดเผยได้หลายแห่งจะเห็นได้ว่าการศึกษาที่เป็นสถาบันและไม่เป็นสถาบันทุกคนมีสิทธิ์จะทำการเรียนการสอนถ่ายทอดวิชาความรู้ให้แก่ผู้เรียนในรูปแบบไหนก็ได้ ทั้งที่ดีและไม่ดี ซึ่ง ยากที่จะเข้าถึงหรือเข้าไปควบคุมได้

แต่มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ซึ่งคนในสังคมกำลังให้ความสนใจอย่างพิเศษ เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นในเรื่อง ของการสร้างสันติภาพเป็นเหลัก มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้มีความรู้ในเรื่องสันติภาพศึกษาเป็นที่ตั้ง โดยทางมหาวิทยาลัยได้เริ่มต้นกิจกรรมอันสำคัญ คือ สถาปนามหาวิทยาลัยและมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิต (กิตติมศักดิ์) นั้นมองให้แก่ผู้ที่สมควรจะได้รับ คือด้าน สันติภาพโลก (World Peace) และชำนาญเฉพาะด้านใดก็จะระบุเป็นแต่ละด้านไป เช่น   คุณสมรักษ์ คำสิงห์ เป็นนักมวยเหรียญทองโอลิมปิก เหรียญทองเหรียญแรกของประเทศไทย ก็ได้รับปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (กิตติมศักดิ์) ชำนาญด้านวิทยาศาสตร์ การกีฬา Hon.PhD. in WORLD PEACE (Concentration in Sport Science)หรือ คุณลิซ่า อลิซาเบธ แซดเลอร์ ผู้ประกาศข่าว และ พิธีกรายการโทรทัศน์ก็ได้เป็น Hon.Prof.D in WORLD PEACE (Concentration in mass communication) หรือ ท่านพลเรือเอกชัยสุวรรณภาพ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ท่านก็รับ Hon. Prof.Dr. (Concentration in Public Security And National Sovereignty) และยังมีปริญญาเฉพาะด้านอื่น ๆ อีกเช่น

1.            Humanities
2.            Performing Arts
3.            Mass Communication
4.            Creative Marketing
5.            Hospitality Management and Tourism
6.            Sociology
7.            Public Security And National Sovereignty
8.            Governance
9.            Creative Fashion Design
10.    Social Welfare And Development
11.    Statesmanship
12.    Physical Education
13.    Sports Science
14.    International Trade and Economics World Peace
15.    Peace Education
16.    Public Administration

การจัดตั้ง มหาวิทยาลัยนอกกรอบ ชื่อ มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก จึงมุ่งไปในทางส่งเสริมสันติภาพให้เกิดขึ้นแก่สังคม มากกว่าความพยายามมุ่งเน้นสร้างให้เป็นมหาวิทยาลัยทางการค้าเป็นธุรกิจ

ดังนั้นกระบวนการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ในรูปแบบของสถาบันการศึกษาที่เป็นมิติใหม่ จึงมีผู้ที่ไม่เข้าใจเพราะไม่พยายามที่จะเข้าใจและมีผู้ที่เข้าใจในเจตนารมณ์ของการดำเนินการซึ่งมีนักวิชาการและนักธุรกิจ นักสังคมสงเคราะห์ นักพัฒนาสังคม ได้ให้การสนับสนุนและในขณะเดียวกันก็มีกลุ่มบุคคลผู้มุ่งแสวงหาผลประโยชน์พยายามจะเข้ามามีอิทธิพลต่อมหาวิทยาลัยในทางที่มิชอบ แต่ก็ได้รับการปฏิเสธจากฝ่ายบริหารของมหาวิทยาลัย จึงเป็นผลให้ผู้ไม่สมหวังเหล่านั้นพยายามปล่อยข่าว สร้างข่าวที่ลบให้แก่ทางมหาวิทยาลัยแต่โชคดีที่มหาวิทยาลัยฯ มีคนดีอยู่มากกว่าคนไม่ดี คนดีจึงช่วยการปกป้องสถาบันของตนจนกว่าคนไม่ดีจะมีความสำนึกและกลับตัวกลับใจร่วมกันสร้างมหาวิทยาลัยให้มีความเจริญสู่คนรุ่นต่อๆไป


ศ. (กิตติมศักดิ์) ศุภณัฐ  ดอนจันทร์

 



วันพุธที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2556

การศึกษาที่เป็นธรรมชาติ


การศึกษาที่เป็นธรรมชาติ  คือการศึกษาที่มนุษย์ถนัด ผู้ที่ได้ทำการศึกษาย่อมมีความสุขใครอยากรู้ใครอยากได้มาก็ต้องศึกษาค้นคว้าทดลอง (ลองผิด ลองถูก) ให้มากให้กว้างและให้ลึกและเข้าให้ถึงจะได้เห็นการนำสาระคดีต่างๆ มาให้ได้เห็น ได้ชมกันทางรายการโทรทัศน์อย่างมากมายเกือบจะทุกเรื่องราว ส่วนใหญ่มักจะเป็นผลงานจากคนชาติตะวันตกและยุโรป ผู้ที่นำเสนอความรู้ที่เป็นธรรมชาติเหล่านั้น ส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ไม่ถูกสังคมในประเทศของเขาตีกรอบครอบเขาไว้ให้อยู่ในสายตาขององค์กรหนึ่งองค์กรใด มีผู้สื่อข่าวอิสระต่างๆ จากต่างประเทศจำนวนไม่น้อยที่ไปอาศัยอยู่ในประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทยด้วย เป็นผู้ที่มีความคิด ความกล้า ในการปฏิบัติจนกลายเป็นความรู้ที่เขา เขียนจากสิ่งที่เขาได้พบได้เห็นเป็นเรื่องเป็นราวที่มีอยู่จริงในสังคมนั้นๆ แล้วนำเสนอสู่สังคม โดยผ่านสื่อต่างชาติที่อยู่ในประเทศนั้นๆ แล้ว เช่นเดียวกัน
การศึกษาตามแนวธรรมชาติ ตามแบบที่ตนถนัด มีวิวัฒนาการในแต่ละยุคของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เพราะเทคโนโลยีด้านการสื่อสารได้มีความเจริญก้าวหน้าทุกวินาทีก็ว่าได้ ความรวดเร็ว   ด้านการสื่อสาร ทั้งด้านข่าวสารและความรู้ สามารถส่งถึงกัน หรือ แลกเปลี่ยนโต้ตอบกันได้ภายในเวลาเพียงเสี้ยววินาที การตอบคำถาม การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การสนทนาในเรื่องราวต่างๆ ที่มนุษย์มีการสื่อสารถึงกัน ในปัจจุบันถือว่า เป็นความรู้ที่เกิดขึ้นมาในหลากหลายเหตุการณ์ การสื่อสารสนทนากัน การ ขอคำปรึกษา การค้นหรือสืบเสาะหาคำตอบในสิ่งที่มีความสงสัยจนได้คำตอบที่มีความกระจ่าง อันเนื่องมาจาก การสนทนาที่นับครั้งได้ ไปจนถึงการนับครั้งไม่ถ้วน  หลักการมองและเปรียบเทียบในสิ่งที่เราเห็นกันอย่างคุ้นเคย นั่นก็เป็นอีกประการหนึ่ง ซึ่งเราถือได้ว่าเป็นการศึกษาเรียนรู้ ยังมีอีกหลายวิธีสำหรับ    ผู้มุ่งที่จะหาความรู้เพิ่มเติม โดยผ่านเครื่องอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เพื่อสืบค้นหาข้อมูลต่างๆ และเป็นช่องทางในการสื่อสาร เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้และความเข้าใจที่ตนประสงค์ ก็คงจะหนีไม่พ้น ในเรื่องของ Social Media หรือ วิธีการอย่างอื่นที่เป็นหลักการคล้ายๆ กัน ยิ่งถ้ามองให้กว้างไกลไปสู่สังคมโลกแล้วยิ่งมีความชัดเจนได้มากยิ่งขึ้น ว่า...ถ้า แหงนดูฟ้ามนุษย์ปัจจุบันก็จะรู้ได้ทันทีว่า เป็นโลกของการสื่อสารที่ไร้ขอบเขตจำกัด ซึ่งเราไม่สามารถมองเห็นด้วยตาแต่สามารถจินตนาการถึงความเป็นจริงได้เมื่อมองตรงไปข้างหน้าและรอบด้านก็จะเห็นสิ่งแปลกใหม่ ที่เกิดขึ้นและเคลื่อนไหวอยู่เสมอ เมื่อก้มดูผืนดินก็จะเข้าใจได้ว่าเราสามารถทำสิ่งใดได้บ้างบนผืนแผ่นดินนี้ มนุษย์เราจึงเกิดมาและเจริญเติบโตขึ้นมาพร้อมกับการเรียนรู้โดยธรรมชาติ การนำสิ่งที่เป็นอยู่ในธรรมชาติมาจัดเป็นหมวดหมู่
เพื่อให้ได้ศึกษาเรียนรู้กันอย่างเป็นระบบ จึงเป็นสิ่งที่ดี เมื่อนำสิ่งที่เป็นธรรมชาติมาจัดหมวดหมู่ เพื่อการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ แล้วกำหนดระดับมาตรฐานของการเรียนรู้ออกมาเป็น ประกาศนียบัตร ปริญญาบัตร หรือ จะเป็นเครื่องหมายรับรองความรู้กันในรูปแบบใดก็ตาม ก็จะถูกกำหนดคำนิยาม และ ความหมาย ของการรับรองความรู้กันในแต่ละระดับ แล้วแต่จะกำหนดมูลค่าและความหมายของแต่ละกลุ่มคน หรือ แต่ละวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ ได้ว่ามนุษย์จะกำหนดของเขตขอบการศึกษาและความรู้ไว้อย่างเป็นหมวดหมู่ มากเพียงใดก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถศึกษาหรือสรุปว่าผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งที่สุด รู้มากที่สุด จะเป็นผู้ที่เก่งจริงหรือรู้จริงทั้งหมด ดังนั้นหากสังคม หลงระดับการศึกษาหลงความรู้ หลงตำแหน่งทางวิชาการ หลงสถาบัน หลงระบบการตีกรอบครอบงำ หลงสัญลักษณ์ ขององค์กรในความเป็นจริงก็น่าจะเปรียบเทียบได้ ดั่งนักเรียนช่างกลต่างสถาบันตีกัน ฆ่ากัน เพียงแต่ว่าในระดับอุดมศึกษาไม่สามารถแสดงออกไปในลักษณะดังกล่าวดุจเด็กนักเรียนเหล่านั้นได้เท่านั้นเอง

            ดังนั้น “ความไม่เหมือน” ความแตกต่างในรูปแบบของการศึกษาหาความรู้ใส่ตัว เพื่อการดำรงชีวิตนั้นเป็นเพียง “ความคิด” ที่ไม่ใช่เกิดเพราะความแตกต่าง แต่เพราะความไม่เข้าใจ เพราะความไม่รู้ ความไม่รู้จักคิด พินิจพิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผลนั่นเอง

            สำหรับมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก เป็นวิธีการของมนุษย์ที่จะสามารถใฝ่หาความรู้ได้อย่างไร้ขอบเขตจำกัด และไม่จำกัดขอบเขตของวิธีการเรียนรู้ เพียงแต่ให้การสนับสนุนเพิ่มเติม เสริมพลัง ให้เครดิตแห่งความพยายาม และให้ความงดงามแห่งปัญญา ที่สามารถเป็นภาพสะท้อนให้สังคม เห็นคุณค่าของคนที่มิได้ถูก ระบบใดๆ มาหยุดชะงักหรือกักขัง คามจริงที่เป็นคุณค่าแห่งคนที่จะส่งผลดีไปยัง คนใหม่ๆ ในสังคมใหม่ๆ ที่ใครต่อใครไขว่คว้าหา นั่นคือ “สังคมแห่งสันติภาพ” ของมนุษยชาตินั่นเอง

 

 

ศ. กิตติมศักดิ์ ดร.ศุภณัฐ  ดอนจันทร์

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2556

การสร้างสันติภาพที่มีหลากหลายวิธี



            เมื่อมีการกล่าวถึงเรื่องของสันติภาพคนโดยทั่วไปมักจะจินตนาการเห็นภาพของสงครามการสู้รบที่ยาวนานซึ่งต้องมีการยุติการสู้รบ สาเหตุของการสู้รบก็อาจจะเกิดจาก การแย่งชิงพื้นที่ แย่งชิงมวลชน ความไม่เข้าใจกันด้านศาสนาหรือวัฒนธรรม ความต้องการสร้างอิทธิพลเหนือพื้นดิน เหนือน่านฟ้าหรือน่านน้ำก็สุดแท้แต่

            สันติภาพที่กล่าวถึงในที่นี้ มิใช่เป็นสิ่งที่เรามองเพียงแค่กลุ่มคนหรือสังคมใกล้ตัวเราเท่านั้น แต่เรามองไกลออกไปสู่ระดับประเทศ ระดับทวีป ระดับประชาคม ระดับโลก แต่การมองไกลไปจากพื้นที่ของประเทศที่เราอยู่ มันก็ต้องทำให้เรามาคิดพิจารณา พื้นที่ภายในประเทศของตนเสียก่อน เพราะหากเราสามารถบริหารจัดการดำเนินงานด้านการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในประเทศอย่างเกิดผลเป็นระบบและมีแนวทางที่ชัดเจน การสร้างสันติภาพให้ขยายออกไปจากพื้นที่ประเทศของเรา ก็น่าที่จะได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากแนวร่วมเพื่อสันติภาพได้เป็นอย่างดี การที่เราจะสร้างแนวร่วมให้เป็นเครือข่ายนักสร้างสันติภาพจึงต้องมองสังคมของเราให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ความสามัคคี ความเสียสละ ความเข้าใจ ความร่วมมือต่าง ๆ นั้น มันมีปัญหาและอุปสรรคที่เป็นช่องว่างอยู่ ณ จุดใด ส่วนหนึ่งที่ยังเป็นช่องว่างของการสร้างสันติภาพก็คือความแตกต่างด้านโอกาสทางการศึกษาในระบบ สังคมกำลังกำหนดให้การศึกษาในระบบตามขั้นตอนต่าง ๆ ที่มีมานานหลายสิบปีเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับและยกย่องซึ่งก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะสังคมจะอยู่ดีมีระเบียบนั้นก็ต้องมีหลักการและระเบียบการของการปฏิบัติเพื่อจะนำไปใช้บริหารจัดการได้อย่างยาวนานของผู้ปฏิบัติในรุ่นต่อ ๆ ไปแต่มีคนในสังคมของนานาประเทศ มิได้ใส่ใจในการศึกษาในระบบ แต่กลับทุ่มเทศึกษาเรียนรู้ตามวิถีธรรมชาติโดยอาศัยการประกอบอาชีพ การสร้างอาชีพ หรือการทำงานเพื่อสังคม ซึ่งเริ่มต้นจากกิจกรรมเล็ก ๆ ไปสู่กิจกรรมที่ใหญ่ขึ้นจนกลายเป็นองค์กรทางการพัฒนาช่วยเหลือสังคม และองค์กรทางภาคธุรกิจ ซึ่งก่อให้เกิดงาน เกิดอาชีพ และขยายผลในวิธีการปฏิบัติไปสู่สังคมในวงกว้าง และมีหลายองค์กรที่สามารถขยายได้ไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ตลอดจนพื้นที่ในต่างประเทศทั่วโลก และผู้ที่สร้างวิธีการเหล่านั้นก็คือผู้ที่มีการศึกษานอกระบบ ซึ่งอาจจะถือได้ว่าเป็นทฤษฎีแห่งการปฏิบัติและมีผลสืบเนื่องให้องค์กรนั้น ๆ กลายเป็นศูนย์เรียนรู้ ศึกษา หรือวิจัยให้แก่ผู้ที่มีการศึกษาอยู่ในระบบ ดังนั้นเราจึงพอจะมองเห็นว่าความแตกต่างด้านวิธีการศึกษาเรียนรู้ เราจึงไม่ควรนำเอาระบบมาตีกรอบครอบงำ ผู้ที่มีผลงานทางสังคมแต่ด้วยเหตุของความเคยชินทางทางสังคมที่มองว่า ผู้ซึ่งได้ผ่านการศึกษาอบรมในระบบเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าเป็นผู้ที่รู้จริง ซึ่งโดยข้อเท็จจริงแล้วไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไปโดยเฉพาะความรู้ด้านการตลาด ด้านสื่อมวลชน ด้านสังคมศึกษา ด้านการพัฒนาสังคม ด้านปรัชญา ด้านมนุษย์วิทยา ด้านศิลปะการแสดง เว้นแต่ ด้านวิศวกรรมศาสตร์ ด้านการแพทย์ ด้านเภสัช ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านกฎหมาย ด้านการทหารและตำรวจ ฯลฯ ซึ่งต้องอาศัยการศึกษาในระบบที่จะต้องมีการควบคุมมาตรฐานอย่างชัดเจน

            การศึกษาตามวิธีธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นการปฏิบัติที่ทำให้คนดี คนมีประสบการณ์ คนมีความสามารถ แต่ไม่มีเอกสารการศึกษาในระบบมารองรับ แต่สามารถยืนหยัดสร้างคุณค่าแก่สังคมและประเทศชาติอย่างมั่งคง คนเหล่านั้นมิได้จำเป็นที่จะต้องนำเอกสารรับรองการศึกษาเพื่อไปหางานทำ หรือใช้สิทธิเรียกร้องใด ๆ ต่อหน่วยงานราชการอีกแล้ว เพราะว่าความจริงของชีวิตในปัจจุบันมีความเป็นอยู่ดีเหนือกว่าที่จะใช้เอกสารทางวิชาการซึ่งเป็นเอกสารการศึกษาในระบบมาใช้ แต่จะมีใคร จะมีสถาบันการศึกษาที่อยู่ในระบบใดกล้าใช้สถาบันของตนที่มีเป้าหมายทางธุรกิจของธุรกิจการศึกษาในระบบมารองรับปรับให้เป็น “ปริญญาชีวิต” แก่บุคคลเหล่านั้น ซึ่งทำได้ไม่ง่ายเลยเพราะทุกอย่างต้องมีขั้นตอน มีระบบ...มีมาตรฐาน

            คนทำดี คนมีคุณค่าสังคม คนมีภูมิปัญญาธรรมชาติ คนที่เป็นผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา เป็นที่ยกย่องเคารพนับถือของผู้คนมากมายแต่ไม่มีวุฒิทางการศึกษาในระบบ เขาเหล่านั้นก็ต้องอยู่อย่างสงบ ต้องปฏิเสธความจริงของชีวิตอันทรงคุณค่าต่อสังคมเพราะถูก...ความเคยชินทางสังคมที่เป็นการศึกษาในระบบเดิมตีกรอบครอบงำ ทำให้คิดว่าถ้าของจริงแล้วต้องเป็นแบบนี้ สถาบันชื่อนี้ถึงจะใช่ ถึงจะถูกต้อง ถึงจะเข้มข้นกว่าและแล้วสังคมก็ขาดโอกาสที่จะได้รับสิ่งที่ดีมีคุณค่า เพราะเขาเหล่านั้นคิดว่าตนเองไม่มีค่าอะไรมากมายนัก แต่ถ้าหากจะให้สถาบันระบบหลักๆ ยกย่องส่งเสริมคุณค่า มีวุฒิการศึกษา (กิตติมศักดิ์) นำหน้าก็ต้องจ่ายเงินหลักล้าน หลาย ๆ ล้าน...คนที่จ่ายเงินได้ในระดับหลักล้าน หลาย ๆ ล้าน ก็กลายเป็นพวกเศรษฐี มหาเศรษฐี แล้วจะเป็นไปได้อย่างไร สังคมจะอยู่ได้อย่างสันติและยุติธรรมต้องมีเงินเท่านั้นหรือแล้วถึงจะได้...แล้วคนดีมีคุณค่าที่เขายากจนละ ? แต่ประสบการณ์และการปฏิบัติของเขาสังคมยอมรับว่า เป็นคนดี มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศจริง...แต่ขาดโอกาส เพราะว่า...ราคาแพงเหลือเกินนั่นคือมุมมองหนึ่งที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนซึ่งยังมีอีกหลายมุมมอง เชื่อว่า ท่านทั้งหลายอาจจะมองอะไรได้กว้างกว่านี้

            มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก มีเป้าหมายที่จะอุดช่องว่างเพื่อสร้างเครือข่ายของผู้สร้างสันติภาพให้เข้าถึงคนจริง พัฒนาจริง ๆ เป็นแนวทางของการสร้างสันติภาพเข้าใจเขาจริง ของผู้ที่มีแนวความคิดที่ดีเป็นไปในทางสร้างสรรค์ เพื่อช่วยกันเฟ้นหาเพชรในดง เพชรในดิน เพชรในชุมชน เพื่อสถาปนาความดี ความมีคุณค่า ของเขาเหล่านั้นให้เกิดขวัญและกำลังใจและมั่นใจว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของชีวิตของเขาไม่ไร้ค่า...แม้นว่าไม่มีสถาบันในระบบใด ๆ ที่จะมีน้ำใจให้แก่เขาหรือมองไม่เห็นเขา แต่มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ด้วยเครือข่ายของเพชรเม็ดงามจะตามหาเขามาเพื่อร่วมสร้างสันติภาพด้วยกัน

                                                            โดย ศ.(กิตติมศักดิ์) ดร.ศุภณัฐ ดอนจันทร์

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม 2555 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ลงข่าว มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก

"ไทด์" ปลื้ม!! ม.สันติภาพโลก มอบปริญญาเอกด้านช่วยเหลือสังคม

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม 2555 เวลา 00:00 น.
ไทด์-เอกพัน บรรลือฤทธิ์ พิธีกรหนุ่มประจำรายการ “เส้นทางเศรษฐีคู่ซี้พาตะลุย” ทางช่อง 7 สี ถึงขั้นปลื้มอกปลื้มใจ...ยิ้มไม่หุบ เพราะเป็นหนึ่งในผู้ได้รับมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จากมหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ที่จะทำการคัดเลือกและมอบให้กับบุคคลผู้บำเพ็ญประโยชน์ให้การช่วยเหลือ รวมถึงเป็นบุคคลตัวอย่างที่ดีแก่สังคม เลยเรียกได้ว่าตอนนี้หนุ่มไทด์กลายเป็นดอกเตอร์ป้ายแดงของวงการไปอีกคน
  
เกี่ยวกับเรื่องนี้ หนุ่มไทด์ เผยว่า “คนทั่วไปอาจจะยังไม่ค่อยรู้จักมหาวิทยา ลัยสันติภาพโลก ซึ่งได้ก่อตั้งครั้งแรกที่สหรัฐอเมริกามากว่า 30 ปีแล้ว และยังมีสาขาในอีกหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น วัตถุประสงค์ก็ตรงตามชื่อมหาวิทยาลัย คือส่งเสริมสันติ ภาพให้กับโลกและสังคม ส่วนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ที่ผมได้รับครั้งนี้ ทางมหาวิทยาลัยพิจารณามอบให้จากงานบำเพ็ญประโยชน์ที่เราทำ ซึ่งก็คืองานอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูที่ทำมาตลอด ทำให้เรารู้สึกดีใจเพราะมีคนมองเห็นในสิ่งที่เราทำ และก็รู้สึกภูมิใจมากเพราะรางวัลนี้เทียบเท่ากับได้รับปริญญาเอกด้านการช่วยเหลือสังคมเลยนะ ทั้งที่ตัวเราเองก็ไม่ได้หวังสิ่งตอบแทน ไม่ได้บอกใครว่าเราทำความดีอะไรบ้าง”
  
“ส่วนรางวัลนี้คิดว่าเป็นรางวัลของอาสาสมัครมูลนิธิฯทุก ๆ คน ถือว่าเราเป็นตัวแทนในการรับรางวัลครั้งนี้ อาสาสมัครฯ หลาย ๆ คนเหนื่อยกว่าผมหลายเท่า เพียงแต่ผมเป็นที่รู้จักของประชาชน และมีโอกาสใช้ความเป็นดารา พิธีกร เพื่อส่งเสริมการทำความดี และเป็นต้นแบบที่ดีให้กับสังคมที่มองเห็นได้ง่ายกว่าผู้ปิดทองหลังพระ ดังนั้นรางวัลอันทรงเกียรตินี้ขอมอบให้กับเพื่อนอาสาสมัครมูลนิธิร่วมกตัญญูทุกท่านครับ และอยากฝากถึงทุกคนในสังคมว่าปัจจุบันสังคมต้องการคนดี คนเสียสละ เพื่อมาช่วยกันเยียวยาประเทศชาติ ขอให้ทุกคนลุกขึ้นมาร่วมกันทำความดี ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม การเป็นผู้ให้ที่ไม่หวังสิ่งตอบแทนให้แก่ลูกหลาน ถ้าเราร่วมกันคิดดีทำดี สังคมและประเทศชาติของเราก็จะดีและยั่งยืนครับ”.
 

แสดงความคิดเห็น

แบ่งปัน

จำนวนคนดู   22,734  ครั้ง
 

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน 2555 หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ ลงข่าว มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก

รับแจ้งมหาวิทยาลัยเถื่อนแอบอ้างอนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์

วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน 2555 เวลา 15:18 น.
วันนี้ ( 28 พ.ย.) รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า ตามที่ตนได้รับหนังสือร้องเรียนทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์(อีเมล) จากบุคคลที่ใช้ชื่อว่า กลุ่มนักวิชาการในอุดมศึกษาภาคเหนือ ขอให้ตรวจสอบการแอบอ้างจัดตั้งมหาวิทยาลัยต่างชาติในพื้นที่ภาคเหนือ ใช้ชื่อว่ามหาวิทยาลัยสันติภาพโลก โดยระบุว่า มหาวิทยาลัยดังกล่าวไม่ได้ผ่านกระบวนการจัดตั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย
รศ.นพ.กำจร กล่าวต่อว่า แต่กลับมีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยของรัฐบางแห่งเขตภาคเหนือในการจัดหลักสูตรการสอนทั้งในระดับปริญญาตรี และบัณฑิตศึกษา   อีกทั้งมีการอนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์และตำแหน่งทางวิชาการในหลายระดับให้แก่ผู้มีชื่อเสียงในสังคมตลอดจนผู้บริหารในมหาวิทยาลัยของรัฐที่ให้ความร่วมมือในการเปิดหลักสูตรด้วยนั้น ขณะนี้ได้สั่งให้ฝ่ายกฎหมายตรวจสอบแล้ว โดยเบื้องต้นยืนยันว่ามหาวิทยาลัยสันติภาพโลกไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา แต่อย่างไรก็ตามหากมีกลุ่มหรือองค์กรดังกล่าวใช้คำว่ามหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งของชื่อที่ตั้งก็ไม่ใช่เรื่องผิด เช่น มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
"ถ้าหากมหาวิทยาลัยนั้นมีการจัดการเรียนการสอนและให้ปริญญาหรืออนุมัติตำแหน่งวิชาการด้วยก็ถือเป็นความผิด และผู้ที่ใช้คำนำหน้านามเป็นตำแหน่งวิชาการนั้นๆ ก็มีความผิดเช่นเดียวกัน ดังนั้นเสนอให้ผู้กระทำความผิดออกมาแสดงความบริสุทธิ์ใจต่อสังคม เนื่องจากบางส่วนอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์" รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)  กล่าว
 

แสดงความคิดเห็น

แบ่งปัน

จำนวนคนดู   24,893  ครั้ง

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2556

มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก ในความแปลกใหม่ที่คนทั่วไปยังไม่เคยชิน


            การค้นหาตัวเองเรื่องสัจธรรมแห่งชีวิตเพื่อจะเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์ หยุดความมืดทางความคิดจึงต้องตั้งสมาธิ หลับตาเพื่อค้นหาความจริง...ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า...แต่อาจจะมองเห็นทางปัญญาถึงแม้เวลาหลับตาก็ตาม

            การนั่งสมาธิ...อธิษฐาน...ละหมาดแล้วหลับตา เพื่อแสดงหาจุดสัมผัสแห่งความปิติสุข คือการมองเห็นสิ่งที่คนธรรมดาผู้ไม่ปฏิบัติ ไม่สามารถมองเห็นได้ในภาวะปกติ เพราะว่าในสภาพภาวะปกตินั้นเป็นภาพแห่งความเคยชินที่เห็นอยู่เป็นประจำ จึงมักจะไม่ค่อยรู้สึกว่ามีอะไรแปลก มนุษย์จึงให้ความสนใจในสิ่งใด ๆ ก็ตามที่รู้สึกว่าเป็นสิ่งที่แปลก แล้วในสิ่งแปลก ๆ ที่ปรากฏให้เห็นก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนบางคนงงสงสัย บางคนเข้าใจ บางคนมีความสุข มีความทุกข์ มีความกลัว อย่างเห็นได้ชัด

            เมื่อผู้ใดก็ตามใจเป็นกลาง ปราศจากอคติใด ๆ เมื่อพบสิ่งแปลกใหม่ก็จะไม่ตื่นตระหนกหรือตกใจหรือดีใจจนไม่สามารถควบคุมสติของตนเองได้ เพราะเข้าใจความเข้าใจสิ่งใด ๆ ก็ตามจึงต้องอาศัยความเป็นกลางทางจิตใจ ไม่รีบสนับสนุน ไม่รีบต่อต้านในความแปลกที่ตนได้เห็นและแล้วความชัดเจนของความแปลกที่ได้เห็นนั้นจะก่อให้เกิดปัญหา และนำมาซึ่งความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง

            “มหาวิทยาลัยสันติภาพโลก” เป็นความแปลกใหม่ที่คนทั่วไปไม่เคยชิน ไม่เคยเห็น ไม่เคยรู้มาก่อน เพราะเป็นมหาวิทยาลัยแห่งโลกยุคใหม่ โลกแห่งการศึกษาหาความรู้ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่ไร้ขอบเขตจำกัด หลายคนจึงนึกว่าเอ๊ะ มหาวิทยาลัยอะไร... พอเริ่มตั้งคำถามเช่นนั้น...มันก็ทำให้ขมคิดเกิดความเปรียบเทียบกับภาพมหาวิทยาลัยที่ผู้นั้นรู้จักและมองเห็นอยู่เป็นประจำ เขาผู้นั้นจึงนำเอาภาพแห่งความจดจำแห่งความเคยชินเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยในอดีตหรือปัจจุบัน จึงนำภาพความทรงจำ ความเคยชินเหล่านั้นไปเป็นกฎเกณฑ์เพื่อตั้งเป็นมาตรฐานหลักและเปรียบเทียบกับของแปลก ของใหม่ พอเห็นว่าของแปลกของใหม่ ไม่เหมือนหรือไม่สอดคล้องกับของเก่าที่เราเคยชิน จึงรีบตัดสินเลยว่าของแปลกใหม่ที่ว่านั้นไม่ถูกต้อง เป็นของเถื่อน!! เป็นของผิดกฎหมายอะไรทำนองนั้น ซึ่งเป็นที่ทราบกันอยู่แล้วกฎหมายฉบับที่ใช้ในการกำกับดูแลองค์กรทางสังคมเป็นกฎหมายที่ไม่ทันสมัยไม่ทันกับความเปลี่ยนแปลงทางสังคม เพราะกฎหมายแต่ละฉบับกว่าที่จะถูกตราเป็นกฎหมายขึ้นมาได้ ต้องออกโดยสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งกฎหมายหรือพระราชบัญญัติแต่ละฉบับนั้นมันมีความยุ่งยากซับซ้อนมาก การที่จะออกมาใช้ได้จึงเป็นสิ่งที่ผ่านการกลั่นกรองเป็นอย่างดี แต่บางทีหากเป็นผลประโยชน์ของนักการเมืองกลุ่มใหญ่ก็อาจจะเป็นไปได้ รีบเกาะกลุ่ม ล๊อบบี้กันช่วยให้ผ่านเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันก็มี จึงเป็นที่มาของการอุป การโกงทรัพยากรของแผ่นดิน โดยมีนักการเมืองในสภาที่จะทุ่มเทเวลาเฟ้นหากฎหมายเก่าที่ล้าหลัง เพื่อนำมาแก้ไขก็คงจะยากลำบากเต็มที แทบจะไม่มีความหวังเอาเสียเลย

            แต่ทว่า...เป็นเรื่องของความแปลกใหม่ในสังคม ดังเช่นมหาวิทยาลัยสันติภาพโลกนั้น หากเป็นความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือวิธีการศึกษาความรู้ที่เป็นความจริง เป็นสิ่งที่สังคมมนุษย์แห่งโลกสากลปฏิบัติกันอยู่ และเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง โดยเฉพาะสิ่งที่มุ่งเน้นไปในทางสร้างสรรค์สันติภาพให้เกิดขึ้นในทางสังคม เมื่อมีความนิยมและมีการยอมรับกันในวงกว้างของสังคมมากยิ่งขึ้นแล้วเกิดเป็นปัญญาของความไม่เข้าใจกัน มีการโต้แย้งกันหรือกล่าวหากันด้วยความไม่ถูกต้องกลายเป็นขอพิพาทที่ต้องหาจุดยุติ และผู้ที่จะยุติได้คือ ศาลสถิตยุติธรรม ซึ่งต้องพิสูจน์กันจนถึงชั้นศาลฎีกาและจะกลายเป็นตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นบรรทัดฐานทางสังคมต่อไป ดังเช่นในต่างประเทศก็เป็นลักษณะทำนองเดียวกันมาแล้วที่สหรัฐอเมริกา         
เขียนโดย ศ.(กิตติมศักดิ์) ดร.ศุภณัฐ  ดอนจันทร์